Home Browse Courses About us Help Desk Contact us
  User Organizer
Nick Name
Password

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่?

สมัครเรียน ฟรี!!!

  User Online
ผู้เยี่ยมชม3  คน
สมาชิก0  คน

ท43201: เฉลยแบบฝึกหัดวิชาหลักภาษาไทย อ. จงชัย เจนหัตถการกิจ
 

1. เฉลยข้อสอบหลักภาษาไทยแบบฝึกหัดที่1-13 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เฉลยแบบฝึกหัดวิชาหลัภาษาไทย หนังสือประกอบการเรียนการอนวิชาหลักภษาไทย โดย อาจารย์จงชัย เจนหัตถการกิจ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...

บทที่ 1 ลักษณะภาษาไทย
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 1
1. "ภาษา" มาจากศัพท์สันสกฤต แปลว่า กล่าว พูด บอก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของ "ภาษา" ว่า “ ถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียน เพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม ; เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ; (โบ) คนหรือชาติที่พูดภาษานั้นๆ เช่น มอญ ลาว ทะวาย นุ่งห่มและแต่งตัวตามภาษา. ( พงศ. ร.3 ); (คอม) กลุ่มของชุดอักขระสัญนิยม และกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาซี ภาษาจาวา ; โดยปริยายหมายความว่าสาระ,เรื่องราว,เนื้อความที่เข้าใจกัน, เช่น ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา เขียนไม่เป็นภาษา ทำงานไม่เป็นภาษา
2. วัจนภาษา คือ ภาษาที่ใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาพูด และภาษาเขียน
3. อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาท่าทาง ภาษาหน้าตา ภาษามือ ภาษาสัญลักษณ์
4. จักษุภาษา คือ ภาษาที่อาศัยดวงตาในการรับสาร ได้แก่ ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษาหน้าตา ภาษาสัญลักษณ์
5. โสตภาษา คือ ภาษาที่เกิดจากการใช้หูรับฟัง เพื่อรับสาร ได้แก่ ภาษาพูดต่างๆ เสียงสัญญาณ เช่น เสียงระฆัง เสียงออด เสียงหวูด เสียงหวอ เสียงกลอง ฯลฯ
6. สัมผัสภาษา คือ ภาษาที่เกิดจากการใช้มือสัมผัสเพื่อรับสาร มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ผัสสภาษา
สัมผัสภาษา เป็นภาษาของคนตาบอด ซึ่งนอกจากคนตาบอดจะพูดคุยกันโดยใช้โสตภาษา ยังมีภาษาสำหรับคนตาบอดโดยเฉพาะ คือ สัมผัสภาษา ซึ่งปัจจุบันคนตาบอด สามารถอ่านหนังสือได้จากการสัมผัสอักษรเบรลล์ ซึ่งมีลักษณะป็นจุดกลมนูนขึ้น ผู้คิดค้นก็คือ หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) (1809-1852) ชาวฝรั่งเศส ส่วนผู้คิดค้นอักษรเบรลล์ ที่เป็นภาษาไทย คือ นางสาวเยเนเวียฟ คอลฟิลด์ ชาวอเมริกัน เมื่อ พ.ศ. 2481
7. องค์ประกอบของภาษา ประกอบด้วย
1. เสียง เกิดจากเปล่งเสียงแทนพยางค์และคำ
2. พยางค์และคำ เกิดจากการประสมพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์
3. ประโยค คือการนำคำมาเรียงกันตามลักษณะ โครงสร้างของภาษาที่กำหนดเป็น
กฎเกณฑ์ หรือเป็นระบบไวยากรณ์ของแต่ละภาษา

8. ลักษณะสำคัญของภาษาไทย ได้แก่
1. ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด ( Isolating Language ) คือ แต่ละคำมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ใช้ได้ อย่างอิสระ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ เพื่อบอกเพศ พจน์การก( การกระทำ) และ กาลเวลา เพราะ ภาษาไทย จะใช้คำอื่นมาประกอบ หรืออาจทราบได้จากบริบท หรือคำบางคำก็บอกเพศ และพจน์ในตัว เองอยู่แล้ว ภาษาคำโดด ส่วนใหญ่มักจะมีพยางค์เดียว คำที่มีหลายพยางค์ก็มีเป็นส่วนน้อย

1.2. การบอกพจน์ คำไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์เพื่อบอกจำนวน แต่จะมีคำอื่นมาประกอบ เช่น คำวิเศษณ์ คำสมุหนาม และคำซ้ำ และคำกริยาบางคำก็บ่งบอกจำนวนมากได้
1.3. การบอกกาล ได้แก่ การบอกเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ภาษาไทยจะใช้คำมาประกอบคำกริยา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปกริยา
1.4. การบอกการก ได้แก่การบอกการกระทำ ภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ใดๆ แต่จะใช้คำอื่นๆมาประกอบ หรือใช้การวางรูปประโยค เพื่อแสดงการกระทำ
2. คำไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เช่น
พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย โต๊ะ ตุ่ม โอ่ง ไห ไร่ นา หมา แมว ร้อน หนาว ดิน น้ำ
ส่วนคำไทยที่มากพยางค์เกิดจาก
2.1. การปรับปรุงศัพท์ด้วยการลงอุปสรรคแบบไทย คือ การเพิ่มเสียงหน้าศัพท์ เช่น
ชิด - ประชิด กบ - ประกบ เดี๋ยว - ประเดี๋ยว
2.2. การกลายเสียงเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของภาษา เช่น เสียงกร่อน
หมากม่วง - มะม่วง หมากพร้าว - มะพร้าว หมากปราง- มะปราง 3. คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด
เช่น คำที่ใช้เกี่ยวกับการต่อสู้
แม่กก - ชก , ศอก , กระแทก , โขก
แม่กด - กัด , ฟัด , ซัด , รัด ,กอด , อัด
แม่กบ - ตบ , ทุบ , งับ , บีบ , จับ , ทับ , กระทืบ , ถีบ ,เหยียบ , สับ
แม่กง - ถอง , พุ่ง , ดึง , ทึ้ง , แทง, ยิง , เหวี่ยง
แม่กน - ชน , โยน , ยัน , ดัน, ฟัน
แม่กม - ทุ่ม , จิ้ม , รุม , โถม , ทิ่ม ,โน้ม
แม่เกย - ต่อย , เสย
แม่เกอว - เหนี่ยว , รัว , น้าว

* ข้อสังเกต คำที่มีมาตราตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ส่วนใหญ่มักจะเป็นคำที่มาจากภาษาอื่น
เช่น บาลี - อัจฉรา มัชฌิม สัจจะ อัตตา อิสระ รัฐ วิสาสะ วัตถุ วิตถาร
สันสกฤต - อัปสร มัธยม สัตย์ อาตมา อิศวร ราษฎร พิศวาส พัสดุ พิสดาร
เขมร - เพ็ญ เสด็จ เผอิญ ขจร เผด็จ ปราศ ดาษดา เดียรดาษ ตรุษ
4. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์
วรรณยุกต์ทำให้คำเกิดระดับเสียงต่างกันและทำให้มีความหมายต่างกันไปด้วย เช่น
เสือ เสื่อ เสื้อ คา ค่า ค้า ขา ข่า ข้า นอง น่อง น้อง
ปา ป่า ป้า นา น่า น้า ปอง ป่อง ป้อง ไต ไต่ ไต้
5. มีการสร้างคำ เพื่อเพิ่มความหมายให้มากขึ้น
เช่น การประสมคำ การซ้อนคำ การซ้ำคำ การสมาส สนธิ บัญญัติศัพท์ การทับศัพท์ การแผลงคำ เป็นต้น
คำประสม - แม่ทัพ พ่อตา ลูกน้ำ ไฟฟ้า
คำซ้อน - ก่อสร้าง บ้านเรือน ชั่วดี มากมาย
คำซ้ำ - ไปๆมาๆ อยู่ๆ ดำๆ งูๆปลาๆ
คำสมาส- ราชการ วีรชน อักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์
คำสนธิ- ราโชบาย เคชนทร์ วิทยาลัย ศิลปากร
ศัพท์บัญญัติ - โลกาภิวัตน์ วิสัยทัศน์ ตรรกศาสตร์ ส่วนชุดคำสั่ง คำทับศัพท์ - เซรุ่ม กาแฟ โบ วอลเลย์บอล
คำแผลง - ธีร - เธียร จึง - จึ่ง ไวฑูรย์ - ไพฑูรย์ เวลา - เพลา
6. การเรียงคำในประโยค
ระบบไวยากรณ์ภาษาไทยถือว่าการเรียงคำในประโยคมีความสำคัญมาก ถ้าเรียงคำในตำแหน่งต่าง ๆ สลับที่กันจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เพราะคำไทยบางคำมีหลายความหมายและทำหน้าที่ได้หลายหน้าที่ เช่น
กัน ขัน มัน ขัน มัน กัน มัน ขัน กัน
กัน มัน ขัน ขัน กัน มัน มัน กัน ขัน

7. คำขยายในภาษาไทยจะเรียงอยู่หลังคำที่ถูกขยายเสมอ
* ยกเว้น คำที่แสดง จำนวน หรือปริมาณ อาจอยู่หน้าหรือหลังก็ได้
คำขยายอยู่หลัง คำขยายอยู่หน้า
หมูดำตัวหนึ่งในเล้าสีขาว นเล้าสีขาวมีหมูสองตัว
หมอคนเดียวก็พอแล้ว มากหมอก็มากความ
เธอชอบรับประทานขาหมูมาก หลายคนไม่ชอบหน้าเขา
8. คำไทยมีคำลักษณนาม
ลักษณนามคือ นามที่บอก ลักษณะของนามข้างหน้า ภาษาไทย มีลักษณนามที่ละเอียดมาก แสดงถึงวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ดังนั้น จึงควรใช้ให้ถูกต้อง เช่น ตัว รูป ตน ปื้น แท่ง อัน ฯลฯ

9. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและมีจังหวะในการพูด เพื่อกำหนดความหมายที่ต้องการ หากแบ่งวรรคตอนผิด หรือพูดเว้นจังหวะผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนแปลงไป เช่น
1. เธอตก ลงไปด้วย, เธอตกลง ไปด้วย
2. ให้เงินไปหมดแล้ว ยังจะมาขออีก, ให้เงินไป หมดแล้วยังจะมาขออีก
10. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีการใช้คำให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลและโอกาสซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางภาษาอันละเอียดลออประการหนึ่ง
มีระดับการใช้ดังนี้
1. ระดับพิธีการ - ใช้ในพิธีการสำคัญต่างๆ ใช้ภาษาทางการที่คัดสรรและเรียบเรียงอย่างประณีต
2. ระดับทางการ - ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการโดยทั่วไป ใช้ภาษาทางการ
3. ระดับกึ่งทางการ -ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ แต่ลดระดับลงโดยใช้ภาษาสุภาพที่เป็นกันเองมากขึ้น
4. ระดับสนทนา - ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ เช่นการพูดคุยโดยทั่วไป สามารถใช้ภาษาพูด
5. ระดับกันเอง – ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการกับเพื่อนสนิท สามารถใช้ภาษาพูด ภาษาคะนอง
ภาษาระดับพิธีการและทางการ จะต้องใช้ "ราชาศัพท์" ซึ่งหมายถึง การใช้ ภาษาให้ถูกต้องตามระดับของบุคคล ตั้งแต่ พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ พระภิกษุสงฆ์ และสุภาพชน โดยทั่วไป

9. ความหมายของคำ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ความหมายนัยตรง และความหมายนัยประหวัด
10. ความหมายนัยตรง เป็นความหมายที่กำหนดไว้ในพจนานุกรม แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ความหมายตามตัว และความหมายเปรียบเทียบ
11. ความหมายตามตัว เป็นความหมายที่กำหนดขึ้นตามตัวอักษร ตกลงกันใช้กันโดยทั่วไป
12. ความหมายเปรียบเทียบ หรือความหมายอุปมา เป็นความหมายที่เกิดจากการใช้คำที่มีความหมายตามตัว มาเปรียบเทียบและใช้ในอีกความหมายหนึ่ง
ความหมายนัยตรง
ความหมายตามตัว ความหมายเปรียบเทียบ( ความหมายอุปมา)
หมู สัตว์ชนิดหนึ่ง ง่าย, อ้วน
ควาย สัตว์ชนิดหนึ่ง โง่
ปลาไหล สัตว์ชนิดหนึ่ง กะล่อน
ลูกหม้อ ปลากัดที่เพาะในหม้อ คนที่กลับมาเป็นใหญ่ในสถาบันเดิมที่ตนเคยอยู่เมื่อเริ่มแรก

13. ความหมายนัยประหวัด คือความหมายที่เกิดจากการสื่อสาร ที่มีเจตนาให้อารมณ์ความรู้สึกระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ดังนั้นจึงมักปรากฏในภาษาพูดที่ประกอบด้วยบริบทต่างๆ เช่น
“ฉันเห็นควายไถนาอยู่กลางทุ่ง” ไม่มีนัยประหวัด
“ดูสิ ควายประจำห้องเดินมาแล้ว” มีนัยประหวัด ผู้พูดพูดด้วยความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม
“หน้าหนาวจะมืดเร็ว” ไม่มีนัยประหวัด
“ซอยบ้านเธอดูมืดจัง เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ” มีนัยประหวัด มืด สื่อถึงความน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ
หมายเหตุ คำที่มีลักษณะพ้องรูป คือ มีรูปเหมือนกัน แต่ความหมายแตกต่างกัน ไม่จัดเป็นความหมายเปรียบเทียบ เช่น ขัน แปลว่า ภาชนะ หัวเราะ นกร้อง ไก่ร้อง ทำให้แน่นถือว่าเป็นความหมายตามตัว ทั้งสิ้น

เฉลย แบบฝึกหัดที่ 2
จงอธิบายความหมายเชิงอุปมาของคำต่อไปนี้

นอตหลุต - เหนื่อยจนหมดแรง, หมดสภาพ เบรกแตก - ระงับอารมณ์ไม่อยู่,โกรธจัด
ยกเครื่อง - ซ่อมเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ,ผ่าตัดเย็บอวัยวะเพศ ครบเครื่อง - มีความพร้อมทุกอย่าง
หลังคลอดบุตร,เสริมสวยโดยศัลยกรรมตกแต่ง เครื่องร้อน - เตรียมร่างกายจนพร้อมที่จะแข่งขัน
ครบมือ - มีอยู่ครบในครอบครอง ใช้แก่อาวุธและคน ไฟแดง - อุปสรรคที่ขัดขวางการทำงาน
2 คนขึ้นไป ไฟแรง - มีความกระตือรือร้นสูงในการทำงาน
ไฟเขียว - เปิดโอกาสให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างสะดวก ไฟแรงสูง - ชายหรือหญิงที่มีความรู้สึกทางเพศสูง
ไฟมอด - หมดความกระตือรือร้นในการทำงาน รถไฟชนกัน – แฟน 2 คนมาหาคนรักแล้วมาพบกัน
ไข่แดง - พรหมจรรย์ของหญิงสาว,ชายที่แวดล้อมด้วยหญิง โดยบังเอิญ
ไข่ดาว - หน้าอกของหญิง ที่มีขนาดเล็กเรียบแบน ดาวรุ่ง - ดารานักร้องนักแสดงที่กำลังมีชื่อเสียง
ดาว - คนที่เด่นเป็นพิเศษในหมู่ของตนหรือในสังคม ดาวค้างฟ้า - ดารานักแสดงนักร้องที่มีชื่อเสียงมานานดาวล้อมเดือน - มีบริวารแวดล้อมมาก รัดเข็มขัด - ประหยัด
ถังแตก - ไม่มีเงินใช้ หมดตูด - หมดไม่มีเหลือ
ไส้แห้ง - ยากจน อดอยาก นักประพันธ์นักเขียนที่ขัดสน กระเป๋าฉีก - ใช่จ่ายเงินจนหมดไปจำนวนมาก
ชักดาบ - ซื้อสินค้าหรือกินอาหารแล้วไม่จ่ายเงิน กล่อง - เกียรติ ยศถาบรรดาศักดิ์
เก้าอี้ - ตำแหน่ง ใต้โต๊ะ - รับสินบน
ซองขาว - ให้สินบน , ให้เงินชดเชยเพื่อให้ออกจากงาน กางมุ้ง - เรียกลูกล้ำหน้าในกีฬาฟุตบอล
รุมกินโต๊ะ - รุมทำร้าย บ้านใหญ่ - บ้านภรรยาหลวง
บ้านเล็ก - บ้านภรรยาน้อย ยิงกระต่าย - ชายปัสสาวะ
เด็ดดอกไม้ - หญิงปัสสาวะ ใส่หน้ากาก- คบหากันอย่างไม่จริงใจ
ปั่นหัว - ทำให้งง,ยุให้ผิดใจกัน ศาลเตี้ย - ฝูงชนที่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีตามดฎหมาย
งัดข้อ - โต้เถียงกัน,มีความเห็นขัดแย้งกัน,ไม่ลงรอยกัน ตาบอด - หลงผิดไปชั่วคราวไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกหน้ามืดตามัว - มัวเมาจนขาดสติ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ จับกุมคนมาชำระความผิดโดยพลการ
ปัดแข้งปัดขา - ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เขาหลุดพ้น เลียแข็งเลียขา - กิริยาประจบประแจง
ตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ให้ได้เลื่อนฐานะ โปร่งใส - สุจริต,ตรวจสอบได้,ไม่มีลับลมคมใน
ตำแหน่งที่ควรจะได้ เรือเกลือ - ทำงานช้ามาก
หมกเม็ด - เก็บความลับเอาไว้ต่อรองผลประโยชน์ หน้าแตก - อาการเสียหน้า ได้รับความอับอาย
แขวนนวม - เลิกชกมวย ล้างมือ - เลิกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หุ่นเชิด - บุคคลที่กลายเป็นเครื่องมือของผู้อื่นโดย เปิดฉาก - เริ่มต้น
ได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งบังคับบัญชา ปิดฉาก - จบ
แต่ไม่มีอำนาจอะไรที่แท้จริง เปิดอก - บอกความในใจอย่างไม่ปิดบัง,พูดความ
จับเข่าคุยกัน ,จับหัวเข่าพูด - พูดปรับความเข้าใจกันอย่างใกล้ชิด จริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมใน
ไม้ป่าเดียวกัน - พวกเดียวกัน นกเขาไม่ขัน - อวัยวะเพศชายไม่ตื่นตัว
ไม้ประดับ - ส่วนประกอบ ผ่าหมาก - เตะเข้าระหว่างขา
ล้ำเส้น - ทำงานล้ำไปในหน้าที่ของคนอื่น ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย - ใช้ความพยายามครั้งสุดท้าย
เสือสิงห์กระทิงแรด - หมู่คนที่มีอิทธิพลในทางไม่ดี นอนหลับทับสิทธิ์ - ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
มือขวา - ที่ใกล้ชิด,ที่เก่งกล้า,ที่ไว้วางใจได้ บัญชีดำ - รายชื่อผู้มีอิทธิพลหรือพวกมิจฉาชีพโดนเก็บ - ถูกลอบฆ่า โดนอุ้ม - ถูกอุ้มตัวไปฆ่า
ตกเขียว - ให้เงินพ่อแม่แล้วนำตัวเด็กสาวมาค้าประเวณี วิมานทลาย - ความฝัน ความหวังพังทลาย
กลับลำ - เปลี่ยนใจ,ล้มเลิกความตั้งใจ ล่องจุ๊น - ตกรอบ,แพ้
ตัดเชือก - การแข่งขันกีฬารอบ 4 ทีมสุดท้าย ลูกโซ่ - ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ
ชิงดำ - ใช้ความสามารถชั้นเชิงเอาชนะกันในขั้นสุดท้าย งูพิษ - คนที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น
แก้วตา - คนที่เรารักมาก เช่น ลูก, คนรัก ลายคราม - ของเก่าที่มีคุณค่า
ผ้าขาว - คนที่สะอาด บริสุทธิ์ ตามน้ำ - ทุจริตหรือทำอะไรตามคนหมู่มากในที่นั้น
เทกระจาด - รถคว่ำทำให้คนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก วัดพื้น - หกล้ม
ม้วนเสื่อ - เสียการพนันจนหมดตัว,เลิกกิจการเพราะขาดทุน จับกบ - หกล้ม
ตรายาง - ผู้มีตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง โดดร่ม - หนีเรียน,หนีงาน
เหลือขอ - ดื้อมาก,เอาไว้ไม่อยู่ จ๊ะเอ๋ - เจอกันโดยบังเอิญ
ทันควัน - ทันทีทันใด,ฉับพลัน ปัดขาเก้าอี้ - กลั่นแกล้งกันเพื่อให้พ้นตำแหน่งหน้าที่ ฝากไว้ก่อน -กล่าวคำอาฆาต ผูกใจเจ็บ ตั้งใจจะมาแก้แค้นภายหลัง เรียบวุธ - หมดเกลี้ยง,ไม่มีเหลือ
ลงแขก - ร่วมแรงเพื่อนบ้านมาช่วยกทำงาน,รุมกันข่มขืน แจกหมาก - ต่อยจนปากแตกเลือดไหล
กระทำชำเราหญิง ไส่ไฟ - ยั่วยุ, ยุยง
เข้าฌาน - หลับ ขึ้นคาน - หญิงมีอายุมากแล้วยังไม่แต่งงาน
ขึ้นหม้อ - มีผลประโยชน์รวดเร็วมากผิดปรกติ, เข้าหม้อ - ลืมวิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา
โดดเด่น,เป็นที่โปรดปราน,โชคดี ครอบ - ครอบงำให้อยู่ในโอวาทเชื่อฟัง
ควันหลง - เรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว และกลับปรากฏ ตรัสรู้ - รู้เอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
กระเส็นกระสายขึ้นอีก ไถ - รีดไถบังคับขู่เข็ญเอาเงินทองสิ่งของจากคนอื่น

ถ่อร่าง - กระเสือกกระสนพาตัวเองไปหรือพาตัวเองมา ทอดสะพาน - ใช้สื่อสายเข้าไปติดต่อเข้าไปสนิทสนม
ปีมะโว้ - เป็นเวลานานนักหนามาแล้ว กับผู้ที่ต้องการคุ้นเคย,แสดงกิริยาท่าทาง
เป็นลมๆ - เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายเอาแน่นอนไม่ได้ เป็นทำนองว่าอยากติดต่อด้วย
ลมๆแล้งๆ - เลื่อนลอยเปล่าๆไม่มีผล ไปค้าถ่าน - ตาย
ห้าแต้ม - เสียหน้า,เสียแต้ม,เสียที,สิ้นท่า,หมดสง่าผ่าเผย ตาขาว - ขี้ขลาด
สำแดงความไม่มีภูมิออกมาให้เห็น ตาโต - อาการที่ตาเบิกกว้างเพราะความอยากได้
เมื่อเห็นเงิน
ตาขวาง - เริ่มแสดงอาการคลั่ง,ขุ่นเคือง,ไม่พอใจ ตาเขียว - แสดงอาการโกรธจัด
ตาเป็นมัน - อาการที่จับตามองจ้องดูสิ่งที่ต้องใจอย่างจดจ่อ ตาเป็นสับปะรด - มีพรรคพวกที่คอยสอดส่องเหตุการณ์
ตามเพลง - สุดแต่จะเป็นไป,ตามเรื่องตามราว ให้อยู่รอบข้าง
ดีแตก - เคยดีมาก่อนแล้วกลับเสียในภายหลัง,ดีเกิน ปล่อยไก่ - แสดงความโง่ออกมา
ไปจนเสีย
บอกยี่ห้อ - แสดงกิริยาท่าทีหรือคำพูดให้รู้ว่ามีลักษณะนิสัย แบไต๋ - ตีแผ่หรือเปิดเผย
ใจคอหรือชาติตระกูลเป็นอย่างไร ความลับหรือความในใจออกมา
บิดตะกูด - อาการที่บิดไปบิดมาไม่ยอมทำอะไรหรือไม่ยอม
ทำตามสั่ง

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 3
จงแก้ไขความกำกวมของประโยคต่อไปนี้

1. เขาให้เงินคนจนหมดตัว 1. เขาให้เงินคน จนหมดตัว 2. เขาให้เงิน คนจนหมดตัว
2. รถเพื่อนเขาขายแล้ว 1. รถเพื่อน เขาขายแล้ว 2. รถเพื่อนเขา ขายแล้ว
3. ให้เงินไปหมดแล้วยังมาเอาอีก 1. ให้เงินไป หมดแล้วยังมาเอาอีก 2. ให้เงินไปหมดแล้ว ยังมาเอาอีก
4. เธอไม่สวยเหมือนแม่ 1. เธอไม่สวย เหมือนแม่ 2. เธอไม่ สวยเหมือนแม่
5. คณะกรรมการประชุมเรื่องความสะอาดที่หอประชุม 1. คณะกรรมการประชุม เรื่องความสะอาดที่หอประชุม
2. คณะกรรมการประชุมที่หอประชุม เรื่องความสะอาด
6. แพทย์มาสัมมนาเรื่องโรคอ้วนมาก 1. แพทย์มาสัมมนา เรื่องโรคอ้วนมาก
2. แพทย์มาสัมมนากันมาก เรื่องโรคอ้วน
3. แพทย์จำนวนมากมาสัมมนา เรื่องโรคอ้วน
7. เขาไปหาเพื่อนที่เพิ่งแต่งงานกับน้องสาว 1. เขาไปหา เพื่อนที่เพิ่งแต่งงานกับน้องสาว
2. เขากับน้องสาว ไปหาเพื่อนที่เพิ่งแต่งงาน
8. หน้านี้ฉันไม่ชอบเลย 1. หน้าฝนฉันไม่ชอบเลย 2. หน้าสังขยาฉันไม่ชอบเลย
3. หนังสือหน้านี้ฉันไม่ชอบเลย
9. รถขนขยะไปตั้งแต่เช้า 1. รถขนขยะ ไปตั้งแต่เช้า 2. รถ ขนขยะไปตั้งแต่เช้า
10. พ่อค้าเร่ขายไข่ 1. พ่อค้าเร่ ขายไข่ 2. พ่อค้า เร่ขายไข่
11. เขาเร่งทำงานใหญ่ 1. เขาเร่งทำ งานใหญ่ 2. เขารีบเร่ง ทำงาน
12. ฉันไม่ได้มาหาหมอเพราะป่วย 1. ฉันไม่ได้มาหาหมอ เพราะป่วย ( ฉันป่วย จึงไม่ได้มาหาหมอ )
2. ฉันไม่ได้ มาหาหมอเพราะป่วย ( ฉันมาหาหมอเพราะเหตุอื่น ไม่ใช่มาเพราะป่วย)
13. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 1. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ( กลุ่มคำ )
2. คณะกรรมการ ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ( ประโยค )
14. เขาไปเที่ยวกับลูกน้องเมีย 1. เขาไปเที่ยวกับ ลูกน้องของเมีย 2. เขาไปเที่ยวกับ ลูกของน้องเมีย
15. เขาหาบน้ำแข็ง 1. เขาหาบ น้ำแข็ง 2. น้ำ เขาหาบแข็ง
16. อาหารเย็นหมดแล้ว 1. อาหารเย็น หมดแล้ว 2. อาหาร เย็นหมดแล้ว
17. ลูกสาวของผมไปเรียนอังกฤษ 1. ลูกสาวของผมไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ 2. ลูกสาวของผมไปเรียนภาษาอังกฤษ

18. เขาขับรถชนสุนัขตาย 1. เขาขับรถชน สุนัขตาย 2. เขาขับรถชนสุนัขจนตาย
19. ผมเคยแข่งขันเทนนิสกับเขา 1. ผมเคยแข่งขันเทนนิสคู่กับเขา 2. ผมเคยแข่งขันเทนนิสกับเขา
20. ผมไปเยี่ยมเพื่อนที่ถูกรถชนที่โรงพยาบาล 1. ผมไปเยี่ยม เพื่อนที่ถูกรถชนที่โรงพยาบาล
2. ผมไปโรงพยาบาล เยี่ยมเพื่อนที่ถูกรถชน

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 4
จงเติมคำสำนวนต่อไปนี้ให้ถูกต้อง

ฤกษ์พานาที ศึกเสือเหนือใต้ บ้านนอกขอกนา บ้านนอกคอกนา
อำนาจบาตรใหญ่ โกหกพกลม โป้ปดมดเท็จ ทำบุญสุนทาน
ไม่พูดพร่ำทำเพลง สมบัติพัสถาน ปรนนิบัติพัดวี ปรนนิบัติวัตถาก
ไร่นาสาโท รีดนาทาเน้น รีดนาทาเร้น แม่รีแม่แรด
ร่วมหอลงโรง ร่วมเรียงเคียงหมอน บุญทำกรรมแต่ง ภูเขาเลากา
เทือกเถาเหล่ากอ ร้อยลิ้นกะลาวน ปลาติดหลังแห ปลาติดร่างแห
ดีดลูกคิดรางแก้ว กงเกวียนกำเกวียน ขี้ราดโทษล่อง ลางเนื้อชอบลางยา
พูดคล่องเหมือนล่องน้ำ ทั้งขึ้นทั้งล่อง ผู้ชายพายเรือ ผู้ชายรายเรือ
ผู้หญิงริงเรือ ผู้หญิงยิงเรือ ตระกูลมูลชาติ สกุลรุนชาติ
ปรานีตีเอาเรือ เอาทองไปรู่กระเบื้อง เอาไม้สั้นไปรันขี้ มิตรจิตมิตรใจ
ตีนถีบปากกัด ล่มหัวจมท้าย รวบหัวรวบหาง ยากจนข้นแค้น
ยศถาบรรดาศักดิ์ สนนราคา ตกล่องปล่องชิ้น เรือกสวนไร่นา
ลดราวาศอก หัวมังกุท้ายมังกร เบี้ยบ้ายรายทาง ผัดวันประกันพรุ่ง
เถรตรง ไม้ร่มนกจับ นกไร้ไม้โหด คนล้มอย่าข้าม
มีไม้มีไล่ปลูกเรือนงาม ฆ่าควายเสียดายพริก ตักบาตรอย่าถามพระ กรวดน้ำคว่ำขัน

ถ้ามีเวลา ก็หาความหมายของสำนวนเหล่านี้
บทที่ 2 เสียงและอักษรในภาษาไทย
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 5
1. ลักษณะและหน้าที่ของเสียงแปร หรือเสียงพยัญชนะ
ลักษณะของเสียงพยัญชนะ มีดังนี้
1. เป็นเสียงที่เกิดจากลม บริเวณเส้นเสียง ผ่านออกมาทางช่องระหว่างเส้นเสียง แล้วกระทบอวัยวะต่างๆในช่องปาก ที่เรียกว่าฐานกรณ์ เช่น ริมฝีปาก ริมฝีปากกับฟัน ฟันกับปุ่มเหงือก
2. มีทั้งเสียงก้องและไม่ก้อง
3. พยัญชนะไม่สามารถออกเสียงตามลำพังได้ ต้องอาศัยเสียงสระช่วย จึงจะสามารถออกเสียงได้ เช่น ใช้ สระ ออ ออกเสียง กอ ขอ คอ งอ
4. เสียงพยัญชนะสามารถปรากฏที่ต้นคำ โดยนำหน้าเสียงสระ เรียกว่า พยัญชนะต้น และปรากฏหลังคำ โดยอยู่หลังเสียงสระ เรียกว่าพยัญชนะสะกด

2. ลักษณะและหน้าที่ของเสียงแท้ หรือเสียงสระ
ลักษณะของเสียงสระมีดังนี้
1. เป็นเสียงที่ลมผ่านออกมาได้โดยสะดวกไม่ถูกอวัยวะในปากกักทางลม
2. อวัยวะที่ช่วยให้เสียงสระต่างกัน ได้แก่ลิ้นและริมฝีปาก
3. เสียงสระออกเสียงได้ยาวนาน
4. เสียงสระทุกเสียงเป็นเสียงก้อง เส้นเสียงจะสั่นสะเทือน
5. เสียงสระมีทั้งเสียงสั้น และเสียงยาว
6.เสียงสระเป็นเสียงที่ช่วยให้พยัญชนะออกเสียงได้ เพราะเสียงพยัญชนะต้องอาศัยเสียงสระ
เกาะเสมอ จึงออกเสียงได้
3. ลักษณะของเสียงดนตรี หรือเสียงวรรณยุกต์ มีลักษณะดังนี้
1. เป็นเสียงที่มีระดับเสียงสูงต่ำ เหมือนเสียงดนตรี
2. เสียงวรรณยุกต์ ทำให้คำมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น เสือ เสื่อ เสื้อ ปาน ป่าน ป้าน
3. เสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงก้อง เพราะเกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง เส้นเสียง
สั่นสะเทือนมาก จะมีเสียงสูง เส้นเสียงสั่นสะเทือนน้อยจะมีเสียงต่ำ
4. เสียงวรรณยุกต์มี 4 รูป คือ
รูป ่ เรียกว่า ไม้เอก
รูป ้ เรียกว่า ไม้โท
รูป ๗ เรียกว่า ไม้ตรี
รูป + เรียกว่า ไม้จัตวา
และมี 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา
4. การออกเสียงสระ โดยใช้ลิ้นและริมฝีปาก มี 3 ลักษณะ คือ
1. การออกเสียงสระหน้า ลิ้นจะอยู่ในตำแหน่งหน้า ริมฝีปากรี ได้แก่ สระอิ อี เอะ เอ แอะ แอ
หน้า กลาง หลัง

สูง อ อิ อี อิ อี ลิ้นอยู่ในสูง

กลาง เอะเอ ลิ้นอยู่ในระดับกลาง

ต่ำ แอะ แอ ลิ้นอยู่ในระดับต่ำ


2. การออกเสียงสระกลาง ลิ้นจะอยู่ในตำแหน่งหลังค่อนไปกลาง ริมฝีปากรีปกติ อ้าเล็กน้อย
ได้แก่ สระ อึ อื เออะ เออ อะ อา
หน้า กลาง หลัง

สูง อึ อื ลิ้นอยู่ในระดับสูง

กลา เออะ เออ ลิ้นอยู่ใระดับกลาง

ต่ำ อะ อา ลิ้นอยู่ในระดับต่ำ


3. การออกเสียงสระหลัง ลิ้นจะอยู่ในตำแหน่งหลัง ริมฝีปากห่อ ได้แก่ สระ อุ อู โอะ โอ เอาะ ออ
หน้า กลาง หลัง

สูง อ อิ อี อุ อู ลิ้นอยู่ในระดับสูง

กลาง โอะ โอ ลิ้นอยู่ในระดับกลาง

ต่ำ เอาะ ออ ลิ้นอยู่ในระดับต่ำ

8. จงเติมสระใน ตารางสรุปลักษณะของสระเดี่ยว
ลักษณะสระ สระหน้า สระกลาง สระหลัง
ลักษณะรูปปาก รี รีปกติ ห่อ ( กลม )
ลักษณะเสียง สั้น ยาว สั้น ยาว สั้น ยาว
ลักษณะลิ้นอยู่ในระดับสูง อิ อี อึ อื อุ อู
ลักษณะลิ้นอยู่ในระดับกลาง เอะ เอ เออะ เออ โอะ โอ
ลักษณะลิ้นอยู่ในระดับต่ำ แอะ แอ อะ อา เอาะ ออ

9. รูปสระต่อไปนี้มีชื่อเรียกอย่างไร
1. ะ เรียกว่า วิสรรชนีย์
2. า เรียกว่า ลากข้าง
3. ิ เรียกว่า พินทุ์อิ
4. ่ เรียกว่า ฝนทอง
5. ํ เรียกว่า หยาดน้ำค้าง
6. " เรียกว่า ฟันหนู
7. ุ เรียกว่า ตีนเหยียด
8 ู เรียกว่า ตีนคู้
9. เ เรียกว่า ไม้หน้า
10. โ เรียกว่า ไม้โอ
11. ใ เรียกว่า ไม้ม้วน
12. ไ เรียกว่า ไม้มลาย
13. ๘ เรียกว่า ไม้ไต่คู้
14. ั เรียกว่า ไม้หันอากาศหรือไม้ผัด
15. ฤ เรียกว่า ตัว รึ
16. ฤๅ เรียกว่า ตัว รือ
17. ฦ เรียกว่า ตัว ลึ
18. ฦๅ เรียกว่า ตัว ลือ
19. อ เรียกว่า ตัว ออ
20. ย เรียกว่า ตัว ยอ
21. ว เรียกว่า ตัว วอ

10. สระเดี่ยว หรือ สระแท้
สระแท้ฐานเดียว ได้แก่ สระแท้ที่มีเสียงเปล่งออกมากระทบฐานใดฐานหนึ่งในปากเพียงฐานเดียวมี 8 เสียง คือ
สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
อะ อา
อิ อี
อึ อื
อุ อู
สระแท้สองฐาน ได้แก่ สระแท้ที่เสียงเปล่งออกมากระทบสองฐานพร้อมกันมี 10 เสียงคือ
สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
เอะ เอ
แอะ แอ
โอะ โอ
เอาะ ออ
เออะ เออ

11. สระประสม หรือ สระเลื่อน คือ การประสมเสียงสระแท้ 2 เสียงเข้าด้วยกัน มี 6 เสียงคือ
สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
เอียะ (อิ + อะ) เอีย (อี + อา)
เอือะ (อึ + อะ) เอือ (อึ + อา)
อัวะ (อุ + อะ) อัว (อู + อา)

* ปัจจุบัน นักภาษาศาสตร์ ถือว่าสระประสมมีเพียง 3 หน่วย คือ เอีย เอือ อัว เพราะไม่มีคู่เทียบเสียงระหว่างเสียงสั้นและเสียงยาว แต่แบ่งหน่วยเสียงย่อย เป็น เสียงย่อยสั้น และเสียงย่อยยาว เนื่องจาก สระเอียะ ที่ไม่มีตัวสะกด ที่พบในภาษาไทย มีเพียง คำว่า เดียะ เพียะ เปี๊ยะ (พิณ) เผียะ สระอัวะ ที่ไม่มีตัวสะกด ในคำว่า ผัวะ พัวะ สระเอือะที่ไม่มีตัวสะกด ไม่มีที่ใช้ ดังนั้นสระประสมเสียงสั้น ส่วนใหญ่ก็อาศัยรูป เอีย เอือ อัว เช่น “เรียก” “เสือก” “พวก” ใช้รูปสระเสียงยาวแต่ออกเสียงสั้นเป็น เอียะ เอือะ อัวะ
12. สระเกิน ได้แก่ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระแท้แต่มีเสียงพยัญชนะผสมอยู่ด้วยมี 8 เสียงคือ
สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
อำ (อะ + ม) -
ใอ (อะ + ย) -
ไอ (อะ + ย) -
เอา (อะ + ว) -
ฤ (ร + อึ) ฤๅ (ร + อื)
ฦ (ล + อึ) ฦๅ (ล + อื)

* ปัจจุบันนักภาษาศาสตร์ ไม่นับสระเกินเป็นเสียงสระ เพราะมีเสียงพยัญชนะผสมอยู่ คือ อำ มีตัว ม
ใอ มีตัว ย ไอ มีตัว ย เอา มีตัว ว ฤ ฤๅ มีตัว ร ฦ ฦๅ มีตัว ล
ดังนั้น จึงกำหนดว่าเสียงสระ มี 24 เสียง



13. พยัญชนะไทย มี 44 รูป 21 เสียง ได้แก่

1. ก /ก// k/ 2. ข ฃ ค ฅ ฆ /ค/ /kh/ 3. ง /ง / //
4. จ /จ/ /c/ 5. ฉ ช /ช/ /ch/ 6. ซ ศ ษ ส /ซ/ /s/ 7. ญ ย /ย/ /j/ 8. ฎ ด /ด/ / d/ 9. ฏ ต /ต/ /t/
10. ฐ ถ ฑ ฒ ท ธ /ท/ /th/ 11. ณ น /น/ /n/ 12. บ /บ/ / b/
13. ป /ป/ /p/ 14. ผ พ ภ /พ/ /ph/ 15. ฝ ฟ /ฟ/ /f / 16. ม /ม/ /m/ 17. ร /ร/ /r/ 18. ล ฬ /ล/ / l /
19. ว /ว/ /w / 20. ห ฮ /ฮ/ /h/ 21. อ /อ/ / ? /

14. จงเติมพยัญชนะลงในตาราง เสียงพยัญชนะไทย แบ่งตามฐานกรณ์


15. จงเติมพยัญชนะในตารางเสียงพยัญชนะไทยตามหลักสัทศาสตร์

พยัญชนะ ริมฝีปาก ริมฝีปากกับฟัน ฟันและปุ่มเหงือก เพดานแข็ง เพดานอ่อน ช่องระหว่างเส้นเสียง
ไม่ก้อง ไม่มีลม ป p ต t จ c ก k อ ( ? )
ระเบิด ไม่ก้อง มีลม พ ph ท th ช ch ค kh
ก้อง ไม่มีลม บ b ด d
นาสิก ม m น n ง 
ข้าง ล l
รัว ร r
เสียดแทรก ฟ f ซ s ฮ h
ครึ่งสระ ว w ย j

16. พยัญชนะต้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. พยัญชนะเดี่ยว มี 44 รูป แบ่งตามฐานกำเนิดเสียงดังนี้
เกิดฐานคอ ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง ห อ ฮ
เกิดฐานเพดาน จ ฉ ช ซ ฌ ญ ย
เกิดฐานปุ่มเหงือก ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ร ษ ฬ
เกิดฐานฟัน ด ต ถ ท ธ น ล ส
เกิดฐานริมฝีปาก บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ว
2. พยัญชนะประสม คือพยัญชนะ 2 ตัวที่ประสมกับสระตัวเดียวกัน

17. พยัญชนะประสมคือพยัญชนะ 2 ตัวที่ประสมกับสระตัวเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 พวกคือ อักษรควบและอักษรนำ
18. อักษรควบ คือพยัญชนะซึ่งควบกับ ร ล ว และประสมสระเดียวกันแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
อักษรควบแท้ คืออักษรควบซึ่งออกเสียงพยัญชนะตัวหน้ากับพยัญชนะตัวหลัง ควบกล้ำพร้อมกันสนิทจนเกือบเป็นเสียงเดียวกัน มีทั้งสิ้น 11 เสียง 15 รูป ได้แก่
1. กร 2. กล 3. กว 4. คร ขร 5. คล ขล
6. คว ขว 7. ตร 8. ปร 9. ปล 10.พร 11. พล ผล

19. ตัวอักษรควบแท้ที่ไทยไม่มีใช้ ในภาษาไทย ได้แก่
บร เช่น เบรก,บรั่นดี,บรอนซ์,โบรไมด์,บราวน์,โบรกเกอร์,บริดจ์
บล เช่น เบลม,บลู,เบลอ,บลัฟ,เบลเซอร์,บล็อก
ดร เช่น ดรัมเมเยอร์, ดรีม,ดริ้งค์,ดราฟต์
ฟร เช่น ฟรายด์,ฟรี,ฟรักโทส
ฟล เช่น ฟลูออรีน,ฟลอโชว์,แฟลต,ฟลุก,ฟลุต , แฟลต
ทร เช่น แทร็กเตอร์ ทรัมเป็ต
20. อักษรควบไม่แท้ คืออักษรควบซึ่งควบกับพยัญชนะ ร แต่ออกเสียงเหมือนพยัญชนะ
เดี่ยวกล่าวคือไม่ออกเสียงตัวควบกล้ำแต่รูปเป็นควบกล้ำ จะออกเสียงเพียงพยัญชนะตัวหน้าตัว เดียว เช่น
จร เช่น จริง ซร เช่น โซรม,ไซร้
สร เช่น สร้าง,เสร็จ,สร่าง,สระ,สรวง ศร เช่น เศร้า
ทร เช่น ทรุดโทรม,เทริด,แทรก,ทราย,ไทร,ทราบ,ทราม,ทรู่
อักษรควบไม่แท้ที่ไทยใช้ออกเสียงคำในภาษาอื่น เช่น ศรี ปราศรัย อินทรีย์ มัทรี ทรง สรง โสรจ ทรวง ทรัพย์
* อนึ่งนักภาษาศาสตร์ไม่ถือว่าอักษรควบไม่แท้ เป็นอักษรควบกล้ำเพราะออกเสียงพยัญชนะเพียงเสียงเดียว
21. อักษรนำ คือพยัญชนะ 2 ตัวประสมสระเดียวกันเช่นเดียวกับอักษรควบกล้ำ แต่ต่างกันตรงที่วิธีการออกเสียง อักษรนำมีวิธีการออกเสียงดังนี้
22. อักษรนำที่ไม่ออกเสียงตัวนำ เช่น
อ นำ ย มีอยู่ 4 คำคือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก
ห นำ อักษรเดี่ยว ได้แก่ ง ญ น ม ย ร ล ว จะออกเสียงเพียงพยางค์เดียว เช่น หงาย, หงอน, หญ้า , ใหญ่, หน้า, หนู, หมู, หมา, หย่า, แหย่ , หรูหรา, หรอก , ไหล, หลาน , หวาน, แหวน
23. อักษรนำที่ออกเสียงตัวนำ (* หมายเหตุ การออกเสียงอักษรนำ ไทยใช้ออกเสียงคำที่มาจากภาษาอื่นด้วย ) ได้แก่
ก. อักษรสูงนำอักษรต่ำที่เป็นอักษรเดี่ยว จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็น สระอะ ครึ่งเสียง ออกเสียงพยางค์หลังตามสระที่ประสมอยู่ ออกเสียงวรรณยุกต์ผันตามตัวหน้า
เช่น ขนม ขนง เขนย ขนำ สมอง สมาน สนอง สยาย ขยับ ขยัน ฝรั่ง ฉนำ เฉนียน ถลอก ไถง เถลิง ผวา ผยอง ถนน สนน ขมุกขมัว สนิท
* ยกเว้น ขมา ขโมย ขมำ สมา สมาคม สมิทธิ สโมสร สลัม สแลง ไม่ออกเสียงตามตัวนำ
ข. อักษรกลางนำอักษรต่ำที่เป็นอักษรเดี่ยว ออกเสียงเช่นเดียวกับข้อ ก เช่น ตนุ โตนด จมูก ตลาด เตว็ด ตงิด ตลก ปลก เตลิด ตลอด จรวด ปรวด ปริตร แปรก ปรอท ปรัก(หักพัง) ยกเว้น ปลาต
ค. อักษรสูงนำอักษรต่ำที่เป็นอักษรคู่หรือนำอักษรกลาง ออกเสียงตามข้อ ก แต่ ไม่ต้องผัวรรณยุกต์ตามอักษรตัวนำ เช่น ไผท เผดียง ผดุง เผด็จ ผกา ผกาย เถกิง เผอิญ เผชิญ ผอูน ผอบ ถกล


24. พยัญชนะทึ่ทำหน้าที่เป็นตัวสะกดมี 8 แม่ คือ
1. เสียง ก สะกด เรียกว่าแม่กก ใช้ ก ข ค ฆ เป็นตัวสะกด เช่น ปาก สุข โรค เมฆ
2. เสียง ด สะกด เรียกว่าแม่กด ใช้ ด ต ถ ท ธ ฎ ฏ ฑ ฐ ฒ จ ช ซ ศ ษ ส เป็นตัวสะกด เช่น ราด จิตนาถ สารท พุธ กฎ ปรากฏ ครุฑ รัฐ วุฒิ กาจ คช ก๊าซ มาศ พิษ คราส เป็นต้น
3. เสียง บ สะกด เรียกว่าแม่กบ ใช้ บ ป พ ภ ฟ เป็นตัวสะกด เช่น กบ บาป ภาพ โลภ ลาภ ยีราฟ
4. เสียง น สะกด เรียกว่าแม่กน ใช้ น ณ ญ ร ล ฬ เป็นตัวสะกด เช่น อ่อน คุณ หาญ โอฬาร อุบล กาฬ
5. เสียง ง สะกด เรียกว่าแม่กง ใช้ ง เป็นตัวสะกด เช่น ยุง จริงจัง จังงัง
6. เสียง ม สะกด เรียกว่าแม่กม ใช้ ม เป็นตัวสะกด เช่น สาม ตูมตาม ยิ้ม
7. เสียง ย สะกด เรียกว่าแม่เกย ใช้ ย เป็นตัวสะกด เช่น ตาย เอย เคย
8. เสียง ว สะกด เรียกว่าแม่เกอว ใช้ ว เป็นตัวสะกด เช่น ดาว เปรี้ยว ราว
25. นักภาษาศาสตร์ ถือว่า “อ” เป็นพยัญชนะสะกด โดยมีหลักสังเกตคือ คำที่มีสระเสียงสั้นที่อยู่ท้ายพยางค์ ที่เรียกว่า glottal stop จะมีเสียง /อ/ หรือ /?/ ปิด เช่น พระ ติ เตะ ดุ เผียะ แตะ โปะ ผัวะ จะจะ เกะกะ หรือคำที่มีเสียงสั้นที่อยู่ต้นคำที่ออกเสียงหนักหรือเน้น เช่น ทุเลา ทุเรียน กระสา ตะกร้า ตะไกร สะดุด มะเกลือ
26. วรรณยุกต์มี 4 รูป 5 เสียง
27. ไตรยางศ์คือ อักษรสามหมู่ ที่แบ่งตามระดับเสียงสูงกลางต่ำ ได้แก่

อักษรกลาง มี 9 ตัวได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
อักษรต่ำ มี 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท
ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ
อักษรเดี่ยว คือ อักษรต่ำที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูงมีอยู่ 10 ตัว ได้แก่
ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ
อักษรคู่ คือ อักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มีอยู่ 14 ตัว ได้แก่

อักษรต่ำ อักษรสูง
ค ฅ ฆ ข ฃ
ช ฌ ฉ
ฑ ฒ ท ธ ฐ ถ
ซ ส ศ ษ
พ ภ ผ
ฟ ฝ
ฮ ห
28. คำเป็น คือ 1. คำที่ประสมกับตัวสะกดแม่ กง กน กม เกย เกอว
2. คำที่ประสมกับสระเสียงยาว
3. คำที่ประสมกับสระ อำ ไอ ใอ เอา
29. คำตายคือ 1. คำที่ประสมกับตัวสะกดแม่ กก กด กบ
2. คำที่ประสมกับสระเสียงสั้น
30. จงผันคำต่อไปนี้ ในตารางผันอักษร ปา ผา โน้ต ปาด สิบ ช่าง นะ

ตารางผันเสียงวรรณยุกต์
อักษร  เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา
อักษรกลางคำเป็น ผันได้ 5 เสียง ปา ป่า ป้า ป๊า ป๋า
อักษรกลางคำตาย ผันได้ 4 เสียง - ปาด ป้าด ป๊าด ป๋าด
อักษรสูงคำเป็น ผันได้ 3 เสียง - ผ่า ผ้า - ผา
อักษรสูงคำตาย ผันได้ 2 เสียง - สิบ สิ้บ - -
อักษรต่ำคำเป็น ผันได้ 3 เสียง ชาง - ช่าง ช้าง -
อักษรต่ำคำตาย เสียงสั้น ผันได้ 3 เสียง - - น่ะ นะ (น๋ะ)
อักษรต่ำคำตาย เสียงยาว ผันได้ 3 เสียง - - โนต โน้ต (โน๋ต)

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เฉลยแบบฝึกหัดวิชา หลักภาษาไทย ท 43201
โดย อาจารย์จงชัย เจนหัตถการกิจ

เฉลยแบบฝึกหัดบทที่ 6
จงวงกลมตัวเลขที่มีคำตอบถูกต้อง
1. พยัญชนะในข้อใดมีฐานเสียงต่างจากข้ออื่น
1. ก 2. ข 3. ค 4. จ
2. พยัญชนะในข้อใดมีฐานเสียงอยู่ที่ริมฝีปาก
1. พ 2. จ 3. ท 4. ณ
3. พยัญชนะในข้อใดมีฐานเสียงอยู่ที่คอ
1. น 2. ฉ 3. ข 4. ม
4. พยัญชนะในข้อใดมีฐานเสียงอยู่ที่ปุ่มเหงือก
1. ต 2. ฏ 3. ภ 4. ก
5. พยัญชนะในข้อใดมีฐานเสียงอยู่ที่เพดาน
1. ท 2. ฒ 3. ณ 4. ญ
6. พยัญชนะในข้อใดมีฐานเรียกอยู่ฟัน
1. ธ 2. ผ 3. พ 4. ฌ
7. พยัญชนะในข้อใด ไม่มีเสียงนาสิก
1. ง 2. ญ 3. ม 4. ด
8. พยัญชนะในข้อใด เป็นคำสะกดไม่ได้ทุกตัว
1. ฃ ฅ ฆ ฑ ฒ 2. ห ฮ ฉ ฌ ฝ
3. ฎ ฏ ฐ ท ฒ 4. ฬ ฉ ซ อ ฮ
9. ข้อใดกล่าวถึงสถานะของเสียงพยัญชนะไม่ถูกต้อง
1. เป็นเสียงที่เปล่งออกมากระทบกับฐานกรณ์ต่าง ๆ 2. พยัญชนะสามารถออกเสียงตามลำพังได้
3. พยัญชนะที่นำหน้าเสียงสระในพยางค์ต้นเรียกว่า พยัญชนะต้นปรากฏหลังเสียงสระเรียกว่า
พยัญชนะสะกด
4. พยัญชนะมีทั้งเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง
10. ข้อใดไม่มีเสียงพยัญชนะท้ายปิดท้ายทุกพยางค์
1. ลำไย 2. เมาลี 3. เสรี 4. กระบะ

เฉลยแบบฝึกหัดบทที่ 7
จงวงกลมรอบตัวเลขที่มีคำตอบถูกต้อง
1. ตัวควบในข้อใดไม่มีที่ใช้ในภาษาไทย
1. แปลน 2. ควอเตอร์ 3. แฟลต 4. กลูโคส
2. ตัวควบแท้ในข้อใดที่ใช้ในภาษาไทย
1. ปิโตรเลียม 2. ทรัมเป็ต 3. เบรก 4. ดรัมเมเยอร์
3. ตัวควบในข้อใด มี ใช้เฉพาะในภาษาต่างประเทศ
1. พร 2. ฟร 3. ขร 4. ผล
4. ตัวควบในข้อใด ที่มีใช้ในภาษาไทย
1. บล็อก 2. ฟรี 3. ปรู๊ฟ 4. ฟลุก
5. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะต้นต่างจากพวก
1. ความ, ขวาก, ควาย 2. พลับพลา, ผลุบโผล่, ผลุนผลัน
3. ขรัว, คราง, ขรม (ขะ-หฺรม) 4. ขลาด, ขลัง, คล่อง
6. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะท้ายต่างจากข้ออื่น
1. กาจ 2. กฎ 3. เลิศ 4. อัคร
7. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะท้าย /อ/
1. เปรอ 2. เรือ 3. ธุระ 4. คือ
8. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะท้าย /อ/
1. ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ 2. มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
3. แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร 4. จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
9. ข้อใด ไม่มีพยัญชนะประสม
1. แรมทางกลางเถื่อน ห่างเพื่อนหาผู้ 2. หนึ่งใดนึกดู หาใครไป่มี
3. หลายวันถั่นล่วง เมืองหลวงธานี 4. นามเวสาลี ดุ่มเดาเข้าไป
10. พยัญชนะต้นในข้อใดต่างจากข้ออื่น
1. ขวัญแขวน 2. เคว้งคว้าง 3. ขีดข่วน 4. ขวักไขว่





เฉลยแบบฝึกหัดบทที่ 8
จงวงกลมรอบข้อที่มีวิธีการออกเสียงต่างจากข้ออื่น
1. 1. ขริบ 2. ขรัว 3. ขรม 4. ขรุขระ
2. 1. ปลก 2. ปลูก 3. แปลก 4. เปลว
3. 1. ปรักหัวพัง 2. แปรก 3. ปรวด 4. ปริก
4. 1. ปลัก 2. ปลาต 3. แปลก 4. ปลอด
5. 1. ปริญญา 2. ปราชัย 3. ปรากฏ 4. ปรามาส
6. 1. ผลึก 2. ผลุน 3. ผลุง 4. ผลีผลาม
7. 1. ปราบต์ 2. ปริตร 3. ปรารมภ์ 4. ปรัก (เงิน)
8. 1. กริว 2. จริว 3. ตริว 4. ตรวน
9. 1. ขวนขวาย 2. ขวัญ 3. ขวักไขว่ 4. ข่วน
10. 1. เกษตรกรรม 2. อินทรวิเชียร 3. จันทรคราส 4. อักขรวิธี

เฉลยแบบฝึกหัดบทที่ 9
จงวงกลมรอบข้อที่มีวิธีการออกเสียงต่างจากข้ออื่น

1. 1. สล้าง 2. สลอน 3. สลิด 4. สลิล (น้ำ)
2. 1. สแลง 2. สลาด 3. สลา (หมาก) 4. สลอด
3. 1. จำแนก 2. จำนอง 3. จำนำ 4. จำรัส
4. 1. กษณะ 2. ขณะ 3. ลักษณะ 4. สรณะ
5. 1. หริ (ชื่อพระนาราย์) 2. หิริ (ความละอายใจ) 3. สิริ 4. ดำริ
6. 1. ตนุ 2. ตวัก 3. ตะลอน 4. ตลิ่ง
7. 1. กะรัต 2. กำเนิด 3. ดิลก 4. ทะนุ
8. 1. ขมุกขมัว 2. ขโมย 3. ขมีขมัน 4. ขมุบขมิบ
9. 1. ขย่อน 2. ขย้อน 3. ขย้ำ 4. ขะมุกขะมอม
10. 1. ตำรับ 2. สำรับ 3. ขมา 4. ตำรา



เฉลยแบบฝึกหัดบทที่ 10
ข้อใดมีพยัญชนะที่ไม่ออกเสียง

1. 1. ปาฏิบท 2. ปรากฏ 3. ปรารภ 4. ศาสตร์
2. 1. กอปร 2. ประกอบ 3. กินรี 4. สับคับ
3. 1. สนทนา 2. ปรารถนา 3. ปริศนา 4. นันทนาการ
4. 1. ราชการ 2. สุริยคราส 3. สถลมารค 4. สุทธิ
5. 1. พราหมณ์ 2. เพลง 3. พรักพร้อม 4. เพลา
6. 1. ตราชู 2. มิตร 3. ศาสตรา 4. ตริว
7. 1. ภาคภูมิ 2. เศรษฐกิจ 3. สดุดี 4. สตรี
8. 1. สันนิบาต 2. สันนิษฐาน 3. สารท 4. ศานติ
9. 1. อินทรวิเชียร 2. วัชระ 3. เวสสันดร 4. สรวง
10. 1. ภาคภูมิ 2. พรหม 3. ภูมิปัญญา 4. ภูมิใจ

เฉลยแบบฝึกหัดบทที่ 11
ข้อใดมีรูปสระที่ไม่ออกเสียง
1. 1. เกียรติ 2. เกียรติบัตร 3. ประวัติศาสตร์ 4. นิติศาสตร์
2. 1. เกจิอาจารย์ 2. ปาฏิหาริย์ 3. สูติแพทย์ 4. สูจิบัตร
3. 1. มิติ 2. สิทธิ 3. โลกนิติ 4. กิตติศักดิ์
4. 1. คุณวุฒิ 2. วุฒิสภา 3. จักรพรรดิ 4. วิกัติการก
5. 1. ดาวเกตุ 2. เกตุมาลา 3. วิกฤติการณ์ 4. ยุติธรรม
6. 1. โรคาพยาธิ 2. ตัวพยาธิ 3. ภูมิศาสตร์ 4. ภูมิประเทศ
7. 1. ขัดสมาธิ 2. สมาธิ 3. อิทธิ 4. สิทธิ
8. 1. อัฐิ 2. วิมุตติสุข 3. สมมุติ 4. กุฎิพระ
9. 1. มติ 2. อัตโนมัติ 3. ยุติ 4. ภูมิภาค
10. 1. ชาติพันธุ์ 2. ชาติภูมิ 3. ชาติรส 4. ชาตินิยม


เฉลยแบฝึกหัดบทที่ 12
จงวงกลมรอบตัวเลขที่มีคำตอบถูกต้อง
1. ข้อใดมีเสียงสระเดี่ยวมากที่สุด ( ไม่นับเสียงสระซ้ำ )
1. เราก็เป็นคนดีมีวิชา 2. พี่คิดว่าหาเป็นกระไรไม่
3. แก้วตาอย่าประหวั่นพรั่นใจ 4. ถึงจะส่งลงไปในอยุธยา
2. ข้อใดมีเสียงสระประสมมากที่สุด ( ไม่นับเสียงซ้ำ )
1. เสียงของประชาชนที่ประณามนักการเมืองชั่ว 2. เป็นกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
3. มนุษย์ต่างจากสัตว์ก็ตรงที่มีคุณธรรม 4. แต่ก็มีบางคนยินดีที่จะอยู่อย่างเดียรัจฉาน
3. ข้อใด ไม่ใช่เสียงพยัญชนะที่ประสมอยู่ในสระเกิน
1. ร , ล 2. ม , ย 3. อ, ว 4. ย , ว
4. ข้อใดไม่ใช่สระเกิน
1. ฦ ฦา 2. ฤ ฤา 3. อำ ไอ ใอ เอา 4. เอีย เอือ อัว
5. ข้อใดมีโครงสร้างของคำต่างจากข้ออื่น
1. กรมท่า 2. ปรารถนา 3. วันทนา 4. ปริศนา
6. ข้อใดมีโครงสร้างของคำ เหมือนคำว่า “ สุขภาพ”
1. อนามัย 2. เกียรตินิยม 3. เกตุมาลา 4. นพมาศ
7. ข้อใดมีเสียงวรรณยุกต์ครบห้าเสียง
1. จะจากนางก็ต้องสั่งเสีย 2. จะจากเมียที่รักของฉัน
3. จะจากนางไปต่างจังหวัด 4. พี่อาจต้องไป หลายวัน
8. ข้อใดเขียนรูปวรรณยุกต์ถูกต้อง
1. โน้ต 2. น๊อต 3. ฟลุ๊ก 4. โควตา
9. ข้อใดเขียนรูปวรรณยุกต์ ถูกต้องทุกคำ
1. เซรุ่ม เต็นท์ 2. โคมา กีตาร์ 3. แบงก์ แท๊งก์ 4. วอลเล่ย์บอล ปรู๊ฟ
10. ข้อใดมีคำอ่านออกเสียงตรงตามตารางผันเสียง
1. เทศน์ 2. เมตร 3. เพชร 4. นอต
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 13
ข้อใดมีคำสะกดผิด
1. 2. อนุญาติ คำที่ถูกต้องคือ อนุญาต
2. 1. บิณฑบาตร คำที่ถูกต้องคือ บิณฑบาต
3. 4. ตาลีตาลาน คำที่ถูกต้องคือ ตะลีตะลาน
4. 4. กลิ่นไอ คำที่ถูกต้องคือ กลิ่นอาย
5. 3. เชิ๊ต คำที่ถูกต้องคือ เชิ้ต
6. 2. เครื่องลาง คำที่ถูกต้องคือ เครื่องราง
7. 1. ตกร่องปล่องชิ้น คำที่ถูกต้องคือ ตกล่องปล่องชิ้น
8. 3. เมตตาปราณี คำที่ถูกต้องคือ เมตตาปรานี
9. 3. กบฎ คำที่ถูกต้องคือ กบฏ
10. 1. ปราชญ์เปรื่อง คำที่ถูกต้องคือ ปราดเปรื่อง
11. 4. ยศฐาบรรดาศักดิ์ คำที่ถูกต้องคือ ยศถาบรรดาศักดิ์
12. 3. กังวาล คำที่ถูกต้องคือ กังวาน
13. 2. มาตราฐาน คำที่ถูกต้องคือ มาตรฐาน
14. 3. อ้อยสร้อย คำที่ถูกต้องคือ อ้อยส้อย
15. 3. สาปเสื้อ คำที่ถูกต้องคือ สาบเสื้อ
16. 4. สัปคัป คำที่ถูกต้องคือ สัปคับ
17. 1. เบญจเพศ คำที่ถูกต้องคือ เบญจเพส
18. 4. พิศฐาน คำที่ถูกต้องคือ พิษฐาน
19. 1. เอนก คำที่ถูกต้องคือ อเนก
20. 2. บุคคลิก คำที่ถูกต้องคือ บุคลิก
21. 1. โบว์ คำที่ถูกต้องคือ โบ
22. 2. ชัชวาลย์ คำที่ถูกต้องคือ ชัชวาล
23. 2. ระบบนิเวศน์ คำที่ถูกต้องคือ ระบบนิเวศ
24. 1. ราคาเยาว์ คำที่ถูกต้องคือ ราคาเยา
25. 2. เลือกสรรค์ คำที่ถูกต้องคือ เลือกสรร
26. 3. คริสต์กาล คำที่ถูกต้องคือ คริสตกาล
27. 2. จำนรรค์ คำที่ถูกต้องคือ จำนรรจ์
28. 4. กระเทย คำที่ถูกต้องคือ กะเทย
29. 3. กะเดือก คำที่ถูกต้องคือ กระเดือก
30. 2. ชะโลม คำที่ถูกต้องคือ ชโลม
31. 3. คนึง คำที่ถูกต้องคือ คะนึง
32. 4. บันเทา คำที่ถูกต้องคือ บรรเทา
33. 3. เหล็กไน คำที่ถูกต้องคือ เหล็กใน
34. 2. เหลวใหล คำที่ถูกต้องคือ เหลวไหล
35. 3. อุปมัย คำที่ถูกต้องคือ อุปไมย
36. 1. อำมะหิต คำที่ถูกต้องคือ อำมหิต
37. 3. โควต้า คำที่ถูกต้องคือ โควตา
38. 4. ลอตเตอรี คำที่ถูกต้องคือ ลอตเตอรี่
39. 1. คลีนิค คำที่ถูกต้องคือ คลินิก
40. 3. แบ็งก์ คำที่ถูกต้องคือ แบงก์

2. เฉลยแบบฝึกหัดที14-28 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เฉลยแบบฝึกหัดวิชา หลักภาษาไทย ท 43201
โดย อาจารย์จงชัย เจนหัตถการกิจ
บทที่ 3 การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 14
คำต่อไปนี้มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต

บาลี สันสกฤต บาลี สันสกฤต บาลี สันสกฤต บาลี สันสกฤต
พัสสะ พรรษา วิสสาสะ พิศวาส วัตถุ พัสดุ วิตถาร พิสดาร
อัสสัม อาศรม บุตต บุตร ธัมม ธรรม อาสาฬหะ อาษาฒ
สิปปะ ศิลปะ โอฏฐ์ โอษฐ์ อิจฉา อีรษยา เกษม เขมะ
เกลาส ไกลาส ครุฬ ครุฑ มุสา มฤษา กัปปะ กัลป์
อุกกาบาต อุกลาบาต ติณ ตฤณ ปฏิมา ประติมา ฐิต สถิต
อมตะ อมฤต โอกาส อวกาศ เมตติ ไมตรี มัคค มรรค
เปต เปรต คัพภ์ ครรภ์ นิพพาน นิรวาณ ขันติ กษานติ
อุปไมย อุปเมย เวไนย เวเนย ภริยา ภรรยา สิโลก โศลก
นิรุตติ นิรุกติ อาทิจจ อาทิตย์ รัตติ ราตรี เสต เศวต
อิสระ อิศวร สิงคาร ศฤงคาร มิคค มฤค ปัจจุบัน ปรัตยุตบัน
เจดีย์ ไจติยะ หัสสะ หรรษา ทีปะ ทวีป อากาส อากาศ
อัคค อัคร ตัณหา ตฤษณา สัตต ศาสตร์ โบราณ เบาราณ
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 15
ภาษาสันสกฤตต่อไปนี้ ภาษาบาลีใช้อย่างไร

เกียรติ กิตติ ประถม ปฐม ประชา ปชา กษัตริย์ ขัตติยะ
สตรี อิตถี สถาน ฐาน วิทยา วิชา แพทย์ เวชช
วิทยุ วิชชุ ปัทมะ ปทุม กริยา กิริยา อัศวะ อัสสะ
ไอศวรรย์ อิสสริยะ ศิระ สิระ ศิษย์ สิสสะ หิรัณย์ หิรัญญ
ศึกษา สิกขา บุษบา บุปผา สวัสดี โสตถิ กรีฑา กีฬา
ภัทร ภัทท มนุษย์ มนุสส สัตบุรุษ สัปปุริส จักร จักกะ
ศรัทธา สัทธา ธยาน ฌาน อุทโฆษ อุคโฆส ศัพท์ สัททะ
จรรยา จริยา ศรี สิริ ศาสนา สาสนา สกนธ์ ขันธ์
เสพย์ เสพพ ทิพย์ ทิพพ ฤทธิ์ อิทธิ ฤาษี อิสิ
ฤดู อุตุ ฤชุ อุชุ ศีรษะ สีสะ สูรย์ สุริยะ
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 16
สันสกฤต บาลี สันสกฤต บาลี สันสกฤต บาลี สันสกฤต บาลี
กฤษณะ กัณหา ศรี สิริ อมฤต อมตะ อักษร อักขระ
อวกาศ โอกาส เกษม เขม ครรภ์ คัพภ์ เกษตร เขตต
ปรกติ ปกติ มัธยม มัชฌิม นิตย์ นิจ ตฤณ ติณ
มฤตยู มัจจุ ทฤษฎี ทิฐิ ทวีป ทีป โทษ โทสะ
ปรัชญา ปัญญา บุณย์ บุญ ภาษา ภาสา มฤค มิค
เมาลี โมลี ราตรี รัตติ วรรธนะ วัฒนะ วรรณ วัณณะ
ไวรี เวรี พรรษา พัสสะ วิทยุ วิชชุ อวสาน โอสาน
สัตย์ สัจจะ มัตสยา มัจฉา อัปสร อัจฉรา ทิพย์ ทิพพะ
วิทยา วิชา ภัทร ภัททะ ศูนย์ สูญ ปรียะ ปิยะ

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 17
คำต่อไปนี้มาจากภาษาใด

1. ระเมียร , โสรจสรง , ตรัส , โปรด , ได , เสด็จ , ขนง , เขนย , ขนน ..........เขมร................
2. สามานย์ , พิสดาร , ปรกติ , มรรค , กฤษณะ , ไอศวรรย์ , กรีฑา , ศาสดา ..........สันสกฤต.........
3. สามัญ , วิตถาร , ปกติ , มัคค , กัณหา , อิสริยะ , กีฬา , สัตถา .........บาลี..................
4. เฉาก๊วย , เก้าอี้ , หุ้น ,ห้าง , หวย , ตุน , ตุ๋น , เฮงซวย ,โอเลี้ยง ..............จีน..............
5. โกดัง , ปาเต๊ะ , ฆ้อง , ประทัด , ลองกอง, ทุเรียน, ลางสาด , โสร่ง , กอและ .............มลายู..........
6. บุหรง , บุหงารำไป , บุหงา , บุหลัน , ซ่าหริ่ม , ยาหยี , ปั้นเหน่ง , ยิหวา ............ชวา...........
7. กิโมโน , สุกียากี้ , กำมะลอ , ยูโด , คาราเต้ , ซามูไร , สาเก ..............ญี่ปุ่น...........
8., เลหลัง ,สบู่ , กระดาษ,กัมประโด ............โปรตุเกส.......
9. กะละแม , กะละมัง เหรียญ , หลา ..........เสปน..........
10. กงสุล , บุฟเฟต์ , โก้เก๋ , คาเฟ่ , คิว , กิโล , กรัม , เมตร , ลิตร ..........ฝรั่งเศส.........
11. กากี , กุหลาบ , เข้มขาบ , คาราวาน , ชุกชี , ปั้นหยา ,ตรา , ตราชู , สุหร่าย .........เปอร์เซีย..........
12. กะลาสี , กะไหล่ , กั้นหยั่น , การบูร , โก้หร่าน , ขันที , หญ้าฝรั่น,อำพัน .............อาหรับ........
13. เหยือก , กาว , บ๋อย , ฟรี , แก๊ง , ซิป , เกีย , เบรก , เซ็น , โบ , กีตาร์ ..........อังกฤษ..........
14. ตะกั่ว , สาเก , อาจาด , กุลี , แกงกะหรี่ , กำมะหยี่ , อินทผลัม, ยี่หร่า , กานพลู ..........ทมิฬ.........






เฉลยแบบฝึกหัดที่ 18
จงเขียนคำทับศัพท์ของคำต่อไปนี้

cookie คุกกี้ cock ก๊อก copy ก๊อบปี้ shirt เชิ้ต
toffee ทอฟฟี่ buffet บุฟเฟต์ taxi แท็กซี่ foolscap ฟุลสแก๊ปcafeine กาเฟอีน glucose กลูโคส clinic คลินิก cocktail ค็อกเทล
catholic คาทอลิก quota โควตา Shellac เชลแล็ก champ แชมป์
chocolate ช็อกโกแลต,ช็อกโกเลตsign เซ็น cent เซ็นต์ Bank แบงก์
brake เบรก bowling โบว์ลิง basketball บาสเกตบอล volleyball วอลเลย์บอล
plaster ปลาสเตอร์ protestant โปรเตสแตนทต์ pyramid พีระมิด picnic ปิกนิก
film ฟิล์ม plastic พลาสติก mosaic โมเสก depression ดีเปรสชัน
tent เต็นท์ technique เทคนิค tank แทงก์ necktie เนกไทnightclub ไนต์คลับ spaghetti สปาเกตตี slang สแลง serve เสิร์ฟ
atom อะตอม electronics อิเล็กทรอนิกส์ electone อิเล็กโทน olympic โอลิมปิกicecream ไอศกรีม oat โอ๊ต hotel โฮเต็ล gypsum ยิปซัม

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 19
จงเขียนศัพท์บัญญัติของคำต่อไปนี้
Advertising media สื่อโฆษณา
Assailing thieves โจรภัยทางทะเล
ATM ,Automatic teller machine เอทีเอ็ม ,เครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ
Brake ห้ามล้อ
Clutch คลัตช์
Gear เฟือง เกียร์
Accelerator,accelerator pedal คันเร่ง

Household ครัวเรือน
Nuisance เหตุรำคาญ
Afforestation การปลูกป่า
Census สำมะโนประชากร
Householder เจ้าบ้าน
Progeny ผู้สืบสายโลหิต
Amusement industry ธุรกิจบันเทิง
Eco-tourism การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
Land reform การปฏิรูปที่ดิน
Township เขตการปกครองท้องถิ่น
Transfer ถ่ายโอน,ส่งต่อ.ถ่ายทอด,การถ่ายโอน,การส่งต่อ,การถ่ายทอด,โอน,ย้าย,เปลี่ยน
Recycle แปรใช้ใหม่ ( รีไซเคิล )
Video วีดิทัศน์ ( วิดีโอ )
Computer คอมพิวเตอร์, คณิตกร
Keyboard แผงแป้นอักขระ
Mouse เมาส์
Lan, Local Area Network แลน, ช่วยงานบริเวณเฉพาะที่
Software ส่วนชุดคำสั่ง ( ซอฟต์แวร์ )
Hardware ส่วนเครื่อง,ส่วนอุปกรณ์ ( ฮาร์ดแวร์ )
Palmtop computer คอมพิวเตอร์ขนาดฝ่ามือ ( พาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ )
La Niña ลานีญา ,ปรากฏการณ์ที่ทำให้ฝนตกมากขึ้น
El Niño เอลนีโญ,ปรากฏการณ์ที่ทำให้ฤดูกาลผิดปกติ
Globalization โลกาภิวัตน์
Good governance ธรรมาภิบาล (การบริหารจัดการที่ดี มีความสุจริต มีเสถียรภาพ
และมีประสิทธิภาพ )
DNA,Deoxyribonucleic acid โครงสร้างของสารพันธุกรรม
GMO,Genetically Modified Oganism สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
Heredity พันธุกรรม, กรรมพันธุ์
Process กระบวนการ,กรรมวิธี,การสืบมรดก
Millennium สหัสวรรษ
Century ศตวรรษ
Decade ทศวรรษ
Billngual ผู้รู้สองภาษา,พูดได้สองภาษา
Bilingual education การศึกษาแบบสองภาษา
Affix หน่วยคำเติม
Infix หน่วยคำเติมกลาง,อาคม
Prefix หน่วยคำเติมหน้า,อุปสรรค
Suffix หน่วยคำเติมท้าย,ปัจจัย
Recreation นันทนาการ
Innovation นวัตกรรม
Footpath บาทวิถี ( ฟุตพาท )
National Agenda ระเบียบวาระแห่งชาติ ( การจัดลำดับภารกิจแห่งชาติที่จะพิจารณาดำเนินการก่อนหลัง )
God พระเป็นเจ้า
Jesus Christ พระเยซูคริสต์
Pope สันตะปาปา
SARS,Severe Acute Respiratory Syndrome โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
e-mail ,electtonic mail 1. อีเมล =ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
2. ส่งอีเมล =ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
e-business,electronics business อีบิซิเนส =ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
e-commerce,electronics commerce อีคอมเมิร์ซ =การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
e-learning,electronics learning อีเลิร์นนิง =การเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์
e-procurement,electronics procurement อีโพรเคียวร์เมนต์
=การจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์
information technology,IT เทคโนโลยีสารสนเทศ
CEO,Chief Executive Officer ซีอีโอ,ประธานบริหาร
Biological Terrorism การก่อการร้ายทางชีวภาพ
Vision วิสัยทัศน์
Visibility ทัศนวิสัย
Technology เทคโนโลยี,ประยุกตวิทยา(รัฐศาสตร์)
Highway ทางหลวง

His Majesty King Bhumibol Adulyadej
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
Her Majesty Queen Sirikit
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
His Royal Highness Crown Prince Maha Vajiralongkorn
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
Her Royal Highness Princess Maha Chakri Siridhorn
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
Her Royal Highness Princess Chulabhorn
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
Her Royal Highness Princess bejaratana
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
Her Royal Highness Princess Galyani Vadhana
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra
Princess Ubol Ratana
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี
Her Royal Highness Princess Soamsawali
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
Her Royal Highness Princess Bajrakitiyabha
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
Her Royal Highness Princess Siribhachudabhorn
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
Her Royal Highness Princess Aditayadornkitikhun
พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
Her Serene Highness Princess Siriwanwaree Mahidol
หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล


โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เฉลยแบบฝึกหัดวิชา หลักภาษาไทย ท 43201
โดย อาจารย์จงชัย เจนหัตถการกิจ

เฉลย แบบฝึกหัดที่ 20
ข้อใดมิได้ใช้การสร้างคำโดยวิธีเติมอุปสรรค
1. 3. สุกร ( ศูกร,ศูกร แปลว่า หมู ) 2. 4. สุรนารี 3. 3. สหธรรม 4. 1. ทุเรียน 5. 2. โอเลี้ยง
6. 4. อกรรม 7. 3. อมตะ 8. 2. อาจาด 9. 4. อุตพิต 10. 1. ไปรษณีย์
11. 3. ปริซึม 12. 1. ประคอง 13. 3. วีรบุรุษ 14. 2. นโยบาย 15. 2. วัฒนธรรม
16. 1. อุณหภูมิ 17. 2.คติธรรม 18. 3. สุหร่าย 19. 3. สุขภาพ 20. 4. ไพรสณฑ์
เฉลยแบฝึกหัดที่ 21
จงเติมคำอุสรรคตามวิธีเขมร
1. บังเกิด บังคม บังคัล บังควร
2. บันเดิน บันโดย บังวาย บำเพ็ญ
3. บังอาจ บันเหิน บันดาล บำบวง
จงเติมคำโดยวิธีลงอาคมแบบเขมร
กำเนิด คำนัล จำนง จำนอง
ชำนาญ ดำเนิน ตำหนัก ตำหนิ
ทำนบ ทำนาย ทำนูล อำนวย
บำราศ บำเรอ บังเอิญ อำนาจ
กำรอ กำราบ จำเริญ ตำรวจ
ดำริ ดำรง ชำรุด บำรุง
ดำเกิง ดำกล ตังวาย ชำแรก
กำแหง จังหัน ระบำ ระบาย
รำบาญ จำเรียง ระเบียบ ผงก
ขนัน พำนัก จรด จรูง
ถลก ถลาก เฉลียง แมลง
เฉลยแบฝึกหัดที่ 22
ข้อใดเป็นคำไทย
1. 1. กังวล 2. กังวาน 3. กังขา 4. กังฉิน
2. 1. พิศวาส 2. พิษฐาน 3. พัศดี 4. พิษ
3. 1. โศก 2. ศก 3. ศอ 4. เศร้า
4. 1. ศอก 2. ศรี 3. ศูนย์ 4. ไศล
5. 1. สรวม 2. เพริศ 3. เพ็ญ 4. เนา
6. 1. หรีด 2. กุหลาบ 3. เริศร้าง 4. แก๊ง
7. 1. พิศ 2. โปรด 3. แมก 4. พนม
8. 1. ประลัย 2. ประจง 3. ประจัญ 4. ประดับ
9. 1. บังสาด 2. บังเอิญ 3. บังคม 4. บังกะโล
10. 1. ไมตรี 2. ลำไย 3. ได 4. ไฮไฟ
เฉลยแบฝึกหัดที่ 23
ข้อใด ไม่เป็นคำสมาส
1. 1. พลเรือน 2. พลโลก 3. พลการ 4. พลขันธ์
2. 1. พลศึกษา 2. พลเมือง 3. พลเทพ 4. พลสิงห์
3. 1. ราชการ 2. ราชทูต 3. ราชวัง 4. ราชครู
4. 1. กิจการ 2. กิจกรรม 3. กิจวัตร 4. กิจจะลักษณะ
5. 1. อุดมสมบูรณ์ 2. อุดมศึกษา 3. อุดมคติ 4. อุดมการณ์
6. 1. คุณธรรม 2. คุณค่า 3. คุณวุฒิ 4. คุณศัพท์
7. 1. มูลบท 2. มูลฐาน 3. มูลนิธิ 4. มูลค่า
8. 1. กลการ 2. กลวิธี 3. กลเม็ด 4. กลยุทธ์
9. 1. เอกภาพ 2. รูปภาพ 3. เสรีภาพ 4. สุขภาพ
10. 1. เคมีภัณฑ์ 2. สุขภัณฑ์ 3. พิพิธภัณฑ์ 4. สังฆภัณฑ์
11. 1. เมรุมาศ 2. นพศูล 3. เวฬุวัน 4. นวโลหะ
12. 1. อริยทรัพย์ 2. ทุนทรัพย์ 3. สวิญญาณกทรัพย์ 4. โภคทรัพย์
13. 1. พลีกรรม 2. ผลิตกรรม 3. ผลไม้ 4. ผลิตภัณฑ์
14. 1. สารคดี 2. สารบัญ 3. สารสนเทศ 4. สารเลว
15. 1. พระสุหร่าย 2. พระเนตร 3. พระบาท 4. พระกร
16. 1. พระขนง 2. พระนลาฏ 3. พระโอษฎ์ 4. พระสุธารส
17. 1. อุทกภัย 2. พิษภัย 3. วาตภัย 4. ยุทธภัย
18. 1. สรรพสัตว์ 2. สรรพสิ่ง 4. สรรพคุณ 4. สรรพนาม
19. 1. สรรพสามิต 2. สรรพสินค้า 3. สรรพคราส 4. สรรพทุกข์
20. 1. ธุรการ 2. กิจธุระ 3. ธุรกิจ 4. ธุรกรรม
21. 1. รสชาติ 2. รสนิยม 3. ชาติรส 4. สุคนธรส
22. 1. ผลิตผล 2. โบราณวัตถุ 3. ผลผลิต 4. ยุทธการ
23. 1. ประสบการณ์ 2. ประวัติการณ์ 3. สถานการณ์ 4. วิกฤตการณ์
24. 1. ราชยาน 2. ยวดยาน 3. คชยาน 4. อากาศยาน
25. 1. วิจารณญาณ 2. วรรณวิจักษณ์ 3. วิตกจริต 4. วิพากษ์วิจารณ์
26. 1. เทพเจ้า 2. เทพบุตร 3. เทวสถาน 4. เทวโลก
27. 1. แผนการ 2. ธุรการ 3. กิจการ 4. วิชาการ
28. 1. ภูมิภาค 2. ภูมิใจ 3. ภูมิศาสตร์ 4. ภูมิประเทศ
29. 1. มนุษยธรรม 2. มนุษยศาสตร์ 3. มนุษยสัมพันธ์ 4. มนุษย์อวกาศ
30. 1. วิทยากร 2. รัชนีกร 3. องค์กร 4. อาภากร

เฉลยแบฝึกหัดที่ 24
จงเติมคำคำสมาสที่ประกอบกับคำต่อไปนี้
1. ราช-
ราชการ ราชรถ ราชครู ราชทัณฑ์ ราชวงศ์ ราชทูต
ราชมัล ราชยาน ราชวัติ ราชบัณฑิต ราชโองการ ราชภัฎ
ราชพฤกษ์ ราชลัญฉกร ราชกันยา ราชกุมาร ราชกุมารี ราชคฤห์
ราชกิจ ราชกุล ราชนิกุล ราชบุรุษ ราชทินนาม ราชธรรม
ราชธานี ราชบุตร ราชบุตรี ราชเลขาธิการ ราชองครักษ์ ราชสีห์ ราชหัตถเลขา ราชโองการ ราชบัณฑิตยสถาน
2. ธรรม-
ธรรมชาติ ธรรมบท ธรรมจักษุ ธรรมการ ธรรมขันธ์ ธรรมสภา
ธรรมศาสตร์ ธรรมยุต ธรรมธาตุ ธรรมกถา ธรรมจักร ธรรมกาย
ธรรมทาน ธรรมราช ธรรมคุณ ธรรมจริยา ธรรมเทศนา ธรรมศาลา
ธรรมสวนะ ธรรมสังเวช ธรรมภาษิต
3. กรรม-
กรรมกร กรรมการ กรรมบถ กรรมวาจา กรรมฐาน กรรมชวาต
กรรมวิธี กรรมวิบาก กรรมสิทธิ์ กรรมพันธุ์
4. คุณ-
คุณธรรม คุณนาม คุณวิเศษ คุณภาพ คุณศัพท์ คุณลักษณ์
คุณวุฒิ คุณสมบัติ คุณบท คุณประโยชน์ คุณนิธิ คุณสดุดี
5. เอก-
เอกภาพ เอกจิต เอกฉันท์ เอกชน เอกเทศ เอกศก
เอกบุรุษ เอกพจน์ อกภพ เอกราช เอกมัย เอกสิทธิ์
เอกอัครราชทูต เอกลักษณ์ เอกสาร เอกนัย เอกมติ เอกภริยา เอกภักดิ์
6. ปฐม-
ปฐมเจดีย์ ปฐมวัย ปฐมกรรม ปฐมญาณ ปฐมทัศน์ ปฐมเทศนา
ปฐมนิเทศ ปฐมบุรุษ ปฐมยาม ปฐมฤกษ์ ปฐมพยาบาล ปฐมสมโพธ ปฐมสาวก
7. รัฐ-
รัฐบาล รัฐพิธี รัฐธรรมนูญ รัฐบุรุษ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสน์
รัฐประหาร รัฐวิสาหกิจ รัฐมนตรี รัฐสภา รัฐทูต
8. เบญจ-
เบญจกัลยาณี เบญจกามคุณ เบญจกุล เบญจขันธ์ เบญจธรรม เบญจศีล
เบญจพรรณ เบญจวรรณ เบญจพล เบญจเพส เบญจรงค์ เบญจศก
9. นิติ-
นิติกร นิติการณ์ นิติกรรม นิติการ นิติธรรม นิตินัย
นิติบัญญัติ นิติบุคคล ติภาวะ วิทยาศาสตร์ เวชศาสตร์ ติศาสตร์
นิติสมมติ นิติสัมพันธ์ นิติเหตุ
10. โทร- (ไกล)
โทรคมนาคม โทรทรรศน์ โทรทัศน์ โทรพิมพ์ โทรภาพ โทรเลข
โทรศัพท์ โทรสาร โทรจิต
11. กล-
กลศาสตร์ กลวิธี กลยุทธ์ กลบท กลอักษร กลอุปกรณ์ กลการ
12. จุล –
จุลชีพ จุลกฐิน จุลชีวิน จุลทรรศน์ จุลภาค จุลวรรค จุลศักราช จุลสาร จุลวงศ์ จุลจักร
13. - ศาสตร์
อักษรศาสตร์ เกษตรศาสตร์ นิติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ นิเทศศาสตร์
วิศวกรรมศาสตร์ เวชศาสตร์ แพทยศาสตร์ มนุษยศาสตร์ อายุรศาสตร์ คณิตศาสตร์
ฉันทศาสตร์ ไสยศาสตร์ ยุทธศาสตร์ กลศาสตร์ อุทกศาสตร์ สัทศาสตร์
สูติศาสตร์ แพทยศาสตร์ ภาษา ศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์
สถิติศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ดุริยางค์ศาสตร์ จลนศาสตร์ พลศาสตร์ จลนพลศาสตร์
สมุทรศาสตร์ ภรตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
14. - วิทยา
กิมิวิทยา มานุษยวิทยา ตรรกวิทยา ญาณวิทยา กีฏวิทยา จิตวิทยา
ธรณีวิทยา อุตุนิยมวิทยา สังคมวิทยา สรีรวิทยา ชีววิทยา เทววิทยา
เภสัขวิทยา ภารตวิทยา

15. - ศึกษา
ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา สหศึกษา พลศึกษา สุขศึกษา
เพศศึกษา ศาสนศึกษา พุทธิศึกษา จริยศึกษา อาชีวศึกษา
16. - แพทย์
จิตแพทย์ กุมารแพทย์ อายุรแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ วิสัญญีแพทย์
ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์
17. - กรรม
วิษณุกรรม วิสสุกรรม มหกรรม ยนตรกรรม วีรกรรม นวกรรม
ผาติกรรม พินัยกรรม คุรุกรรม นิคหกรรม บุพกรรม กสิกรรม
วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ทัณฑกรรม เวชกรรม เกษตรกรรม ประติมากรรม
จิตรกรรม ประดิษฐกรรม กายกรรม วจีกรรม กิจกรรม ธุรกรรม
นาฏกรรม ศุจิกรรม, พันธุกรรม ศัลยกรรม ทารุณกรรม วรรณกรรม
ฆาตกรรม พิธีกรรม อนิจกรรม อสัญกรรม บัพพาชนียกรรม พลีกรรม
หัตถกรรม ศิลปกรรม เภสัชกรรม อุตสาหกรรม มาลากรรม พฤติกรรม
กุศลกรรม อกุศลกรรม อนันตริยกรรม อโหสิกรรม ครุกรรม อาชญากรรม
18. - การ
กรรมการ ราชการ ธุรการ กิจการ ธรรมการ สาธุการ
สมการ ยุทธการ พิธีการ วิธีการ นิติการ ตุลาการ
สวัสดิการ มาลาการ สูปการ มาตรการ พาณิชยการ อนธการ
พลการ หิรัณยการ นมัสการ นวการ นฬการ นิทรรศการ
พัฒนาการ ภีกษาการ วันทนาการ ศัสตรการ สัตการ
19. -การณ์
สถานการณ์ อุดมการณ์ วิกฤตการณ์ สภาวการณ์ ปรากฏการณ์ พฤติการณ์
ประวัติการณ์ วิกฤติการณ์
20. -ราช
พฤกษราช สังฆราช เอกราช มหาราช, เทวราช, มัจจุราช
ประเทศราช มฤคราช สีหราช ศักราช ยุวราช เยาวราช
ยุพราช สามนตราช หงสราช ธีรราช นรราช ปัทมราช นาคราช
21. -กิจ
ภารกิจ ธุรกิจ เศรษฐกิจ พุทธกิจ หัตถกิจ รัฐวิสาหกิจ ภัตกิจ พันธกิจ ราชกิจ นวกิจ บุพกิจ


22. - ชาติ
มนุษยชาติ พฤกษชาติ ธรรมชาติ ทีฆชาติ กิมิชาติ รุกขชาติ
สหชาติ ทศชาติ สัญชาติ ภีรุกชาติ ทวิชาติ ทิชาชาติ
หินชาติ โลมชาติ อดีตชาติ ตฤณชาติ กษัตริยชาติ บุพชาติ
ประชาชาติ ปาณกชาติ ภินชาติ
23. - ธรรม
มนุษยธรรม พุทธธรรม สัจธรรม คุณธรรม สันติธรรม สหธรรม
คติธรรม นิติธรรม ขันติธรรม รูปธรรม นามธรรม เสรีธรรม
ศีลธรรม ยุติธรรม วัฒนธรรม เบญจธรรม อารยธรรม อนารยธรรม
กัณหธรรม ปริยัติธรรม วิหารธรรม
24. - กร
ไวยาวัจกร ลัญจกร ลัญฉกร เกษตรกร กสิกร กรรมกร
คณิตกร จิตรกร อรรถกร วิทยากร วาทยกร นิติกร พิธีกร ฆาตกร นิสากร คทากร กชกร รัชนีกร
ประภากร อาภากร นิศากร ทิพากร ทินกร ภาสกร
สัชฌกร ทิชากร พัฒนากร เภสัชกร มายากร ปฏิมากร
นามกร ภากร อาชญากร โทษากร (จันทร์) โภชนากร มัณฑนากร มธุกร ศุภกร
25. - ภาพ
คุณภาพ จิตภาพ ดุลยภาพ วิริยภาพ ทุพพลภาพ เอกตัภาพ
ปัจเจกภาพ สมรรถภาพ บุคลิกภาพ ทัศนียภาพ อิสรภาพ บูรณภาพ
สหภาพ เอกภาพ ทวิภาพ ประสิทธิภาพ ศักยภาพ อัจฉริยภาพ
ศูนยภาพ มิตรภาพ ภราดรภาพ เสรีภาพ จินตภาพ สถานภาพ
ดุษณีภาพ กัมมันตภาพ สัมพันธภาพ คัมภีรภาพ มรณภาพ อัตภาพ
ชราภาพ ชีวภาพ อัตภาพ สุนทรียภาพ เสถียรภาพ วิสัญญีภาพ
อาตมภาพ อานุภาพ กายภาพ ธีรภาพ ภิญโญภาพ ภิยโยภาพ วิญญูภาพ
26. - ภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์ สุขภัณฑ์ เวชภัณฑ์ สังฆภัณฑ์ กฤุชภัณฑ์ กัปปิยภัณฑ์
ยุทธภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ ครุภัณฑ์ โภคภัณฑ์ สัตบริภัณฑ์ สัตภัณฑ์
บริภัณฑ์ ไปรษณียภัณฑ์ พัสดุภัณฑ์




27. - นิยม
รสนิยม ทศนิยม ชาตินิยม สัจนิยม สังคมนิยม วัตถุนิยม
สสารนิยม จิตนิยม อนุรักษ์นิยม มนุษยนิยม คตินิยม ประเพณีนิยม
ประจักษนิยม ธรรมชาตินิยม ปัจเจกนิยม จักรวรรดินิยม สุญนิยม
28. - สถาน
พุทธสถาน ธรรมสถาน สมาธิสถาน เทวสถาน สังเวชนียสถาน กรีฑาสถาน
รมณียสถาน ทิพยสถาน พิพิธภัณฑสถาน โบราณสถาน เจดียสถาน ปูชนียสถาน
รณสถาน สาธารณสถาน ฌาปนสถาน นฤตยสถาน ทัณฑสถาน
29. - บัตร
ประกาศนียบัตร ธนบัตร มรณบัตร สัญญาบัตร ปริญญาบัตร สิทธิบัตร
สูติบัตร สูจิบัตร เกียรติบัตร อาชญาบัตร นิลบัตร วุฒิบัตร
ไปรษณียบัตร พันธบัตร, วณบัตร
30. - ยาน
หินยาน มหายาน จักรยาน อากาศยาน คชยาน ราชยาน วัชรยาน
31. - ภาค
ภูมิภาค อัฒภาค อรรธภาค จุลภาค ทวิภาค มหัพภาค
ธุวภาค ดุลภาค บรรพภาค อันตรภาค ปัจฉิมภาค วจีวิภาค ทศภาค
32. - บท
อารัมภบท ธรรมบท อุปสมบท สิกขาบท จตุบท ทวิบท บุพบทชนบท บุรพภัทรบท อมตบท อรรธบท อรรถบท อาชญาบท อาศรมบท
33. - ภูมิ
ปิตุภูมิ มาตุภูมิ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ พุทธภูมิ ชาติภูมิ ยุทธภูมิสมรภูมิ นรกภูมิ โลกภูมิ นวกภูมิ มัชฌิมภูมิ สุวรรณภูมิ อบายภูมิ
อาปานภูมิ
34. - รส
โชติรส ชาติรส สุคนธรส อมฤตรส ทิพยรส ตรีญาณรส สุธารส อรรถรส
35. พระ-
พระเกศา พระเนตร พระนลาฎ พระนาสิก พระโอษฐ์ พระหัตถ์ พระหทัย
พระบัปผาสะ พระกร พระกรรณ พระมัสสุ พระชงฆ์ พระสุธารส พระทนต์
36. – สาร
นิตยสาร วารสาร จุลสาร คชสาร เอกสาร วิทยสาร ธรรมสาร

37. มหา –
มหากฐิน มหากาฬ มหากาพย์ มหาจักร มหาชน มหาชาติ มหาโชค
มหาทวีป มหาทาน มหาเทพ มหาเทวี มหาธาตุ มหานิกาย มหาบทมหานิล มหาบพิตร มหาบัณฑิต มหาบริจาค มหาบุรุษ มหาพน มหาภูต
มหาปรินิพพานสูตร มหาปุริสลักษณะ มหาพรหม มหาภัย มหาเมฆ มหายาน
มหายุค มหาราช มหาวงศ์ มหาวรรค มหาวิทยาลัย มหาวีระ มหาศักราช
มหาศาล มหาศูนย์ มหาสงกรานต์ มหาสดมภ์ มหาสมุทร มหาสันนิบาต มหาสาวกมหาสาวิกา มหาสิทธิโชค มหาหงส์

38. สรรพ –
สรรพสัตว์ สรรพคุณ สรรพสิทธิ์ สรรพนาม สรรพทุกข์ สรรพโศก
สรรพโรค สรรพภัย สรรพสามิต สรรพคราส
39. ทาน
วิทยาทาน ธรรมทาน ทารทาน บุตรทาน อามิสทาน อัชฌัชติกทาน
สัตสดกมหาทาน พาหิรกทาน
40. พรหม –
พรหมกาย พรหมโคล พรหมจรรย์ พรหมจริยวาส พรหมจาริณี พรหมจารี
พรหมชาติ พรหมชายา พรหมทัณฑ์ พรหมธาดา พรหมนที พรหมนาภะ
พรหมบถ พรหมบท พรหมบริษท พรหมบิดา พรหมบุตร พรหมโลก














เฉลยแบฝึกหัดที่ 25
การสนธิแบบไทย
สระสนธิ
ก. ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลัง
จินตน + อาการ = จินตนาการ วิทย + อาการ = วิทยาการ
นันทน + อาการ = นันทนาการ ภินทน + อาการ = ภินทนาการ
อภินันนทน + อาการ = อภินันทนาการ ทุมน + อาการ = ทุมนาการ
พันธน + อาการ = พันธนาการ วิวัฒน +อาการ = วิวัฒนาการ
กัมปน + อาการ = กัมปนาการ โฆษณา + อาการ = โฆษณาการ
ปัจจัย + อาการ = ปัจยาการ โถมน + อาการ = โถมนาการ
ปลาสน + อาการ = ปลาสนาการ ทรรศน + อาการ = ทรรศนาการ
ธุม + อาการ = ธุมาการ บรรณ + อาการ = บรรณาการ
ปวัตน + อาการ = ปวัตนาการ ปริเวทนา + อาการ = ปริเวทนาการ
ปสันน + อาการ = ปสันนาการ ปสัยห + อาการ = ปสัยหาการ
บูรณ + อาการ = บูรณาการ โภชน + อาการ = โภชนาการ
ยุทธน + อาการ = ยุทธนาการ อุณห + อาการ = อุณหาการ
นิสีทน + อาการ = นิสีทนาการ นิสัชชา + อาการ = นิสัชชนาการ
อาวัชชน + อาการ = อาวัชชนาการ
ศิลป + อากร = ศิลปากร ทรัพย + อากร = ทรัพยากร
ประชา + อากร = ประชากร สรรพ + อากร = สรรพากร
ดารา + อากร = ดารากร ไปรษณีย + อากร = ไปรษณียากร
อัตถ + อากร = อัตถากร ธน + อากร = ธนากร
คุณ + อากร = คุณากร ทวิช + อากร = ทวิชากร
ทิช + อากร = ทิชากร บุคคล + อากร = บุคลากร
บาทมูลิก + อากร = บาทมูลิกากร พล + อากร = พลากร
ราษฎร + อากร = รัษฎากร รัตน + อากร = รัตนากร
วณิชช + อากร = วณิชชากร

หิมะ + อาลัย = หิมาลัย ชล + อาลัย = ชลาลัย
ศิว + อาลัย = ศิวาลัย วิทย + อาลัย = วิทยาลัย
ศุภ + อาลัย = ศุภาลัย เทว + อาลัย = เทวาลัย
นภ + อาลัย = นภาลัย สุร + อาลัย = สุราลัย
โศก + อาลัย = โศกาลัย

ธน + อาคาร = ธนาคาร ประภา + อาคาร = ประภาคาร
ภัตต + อาคาร = ภัตตาคาร ภูฎ + อาคาร = กูฏาคาร
วิทย + อาคาร = วิทยาคาร ภิกษ + อาหาร = ภิกษาหาร
ธัญญ + อาหาร = ธัญญาหาร ภัตต + อาหาร = ภัตตาหาร
โภชน + อาหาร = โภชนาหาร มังส + อาหาร = มังสาหาร

มกร + อาคม = มกราคม มีน + อาคม = มีนาคม
พฤษภ + อาคม = พฤษภาคม กรกฎ + อาคม = กรกฎาคม
สิงห + อาคม = สิงหาคม ตุล + อาคม = ตุลาคม
คมน + อาคม = คมนาคม วิทย + อาคม = วิทยาคม
ประชา + อาคม = ประชาคม

เมษ + อายน = เมษายน มิถุนา + อายน = มิถุนายน
กันยา + อายน = กันยายน พฤศจิก + อายน = พฤศจิกายน

สุทธ + อาราม = สุทธาราม พุทธ + อาราม = พุทธาราม
วน + อาราม = วนาราม ปทุมวน + อาราม = ปทุมวนาราม
มัชฌิม + อาราม = มัชฌิมาราม สังฆ + อาราม = สังฆาราม
สุทธ + อาวาส = สุทธาวาส พุทธ + อาวาส = พุทธาวาส
วน + อาวาส = วนาวาส ปทุมวน + อาวาส = ปทุมวนาวาส
มัชฌิม + อาวาส = มัชฌิมาวาส สังฆ + อาวาส = สังฆาวาส

เทพ + อารักษ์ = เทพารักษ์ ภัณฑ + อารักษ์ = ภัณฑารักษ์
บรรณ + อารักษ์ = บรรณารักษ์ ศุลก + อารักษ์ = ศุลการักษ์

คทา + อาวุธ = คทาวุธ วชิร + อาวุธ = วชิราวุธ
วันทย + อาวุธ = วันทยาวุธ สรรพ + อาวุธ = สรรพาวุธ
ขีปน + อาวุธ = ขีปนาวุธ ศาสตร + อาวุธ = ศาสตราวุธ
ศร + อาวุธ = ศราวุธ

เจตนา + อารมณ์ = เจตนารมณ์ นิทรา + อารมณ์ = นิทรารมณ์
นิฎฐ + อารมณ์ = นิฏฐารมณ์ อนิฏฐ + อารมณ์ = อนิฏฐารมณ์
ธรรม + อารมณ์ = ธรรมารมณ์ สุข + อารมณ์ = สุขารมณ์
ทุกข + อารมณ์ = ทุกขารมณ์ กรรม + อาชีพ = กรรมาชีพ
สัมมา + อาชีพ = สัมมาชีพ มิจฉา + อาชีพ = มิจฉาชีพ
ศิลป + อาชีพ = ศิลปาชีพ วิชา + อาชีพ = วิชาชีพ

สิทธ + อาจารย์ = สิทธาจารย์ พฤฒ + อาจารย์ = พฤฒาจารย์
ศาสตร + อาจารย์ = ศาสตราจารย์ คณะ + อาจารย์ = คณาจารย์
ปิย + อาจารย์ = ปิยาจารย์ ปูชนีย + อาจารย์= ปูชนียาจารย์
บูรพ + อาจารย์ = บูรพาจารย์ ปฐม + อาจารย์ = ปฐมาจารย์
ทิช + อาจารย์ = ทิชาจารย์ ทวิช + อาจารย์ = ทวิชาจารย์
กรรมวาจา + อาจารย์ = กรรมวาจาจารย์ โหร + อาจารย์ = โหราจารย์

วิทย + อาจารย์ = วิทยาจารย์
พิมพ + อาภรณ์ = พิมพาภรณ์ ถนิม + อาภรณ์ = ถนิมาภรณ์
ธรรม + อาภรณ์ = ธรรมาภรณ์ คช + อาภรณ์ = คชาภรณ์
พัสตร + อาภรณ์ = พัสตราภรณ์ วัตถ + อาภรณ์ = วัตถาภรณ์
สิร + อาภรณ์ = สิราภรณ์ สุนทร + อาภรณ์ = สุนทราภรณ์
ประถม + อาภรณ์ = ประถมาภรณ์ ทุติย + อาภรณ์ = ทุติยาภรณ์
ตติย + อาภรณ์ = ตติยาภรณ์ จุฬา + อาภรณ์ = จุฬาภรณ์
จุฑา + อาภรณ์ = จุฑาภรณ์ อิสริย + อาภรณ์ = อิสริยาภรณ์

พุทธ + อานุภาพ = พุทธานุภาพ สังฆ + อานุภาพ = สังฆานุภาพ
ธรรม + อานุภาพ = ธรรมานุภาพ อดุลย + อานุภาพ = อดุลยานุภาพ
ไชย + อานุภาพ = ไชยานุภาพ ราช + อานุภาพ = ราชานุภาพ
บุญญ + อานุภาพ = บุญญานุภาพ มหา + อานุภาพ = มหานุภาพ
จิตต + อานุภาพ = จิตตานุภาพ

ชล + อาธาร = ชลาธาร คช + อาธาร = คชาธาร
ภิกข + อาจาร = ภิกขาจาร เทศ + อาจาร = เทศาจาร
อน + อาจาร = อนาจาร ศีล + อาจาร = ศีลาจาร
มัคค + อุเทศก์ = มัคคุเทศก์ *
สิงห + อาสน์ = สิงหาสน์ กมล + อาสน์ = กมลาสน์
ปัทม + อาสน์ = ปัทมาสน์ คฤห + อาสน์ = คฤหาสน์
ธรรม + อายตน = ธรรมายตนะ สฬ + อายตน = สฬายตนะ

อน + อาวรณ = อนาวรณ์ ศร + อาวรณ = ศราวรณ์
ชล + อาศัย = ชลาศัย วน + อาศัย = วนาศัย
สุนทร + อาภา = สุนทราภา จันทร + อาภา = จันทราภา
อาทิตย + อาภา = อาทิตยาภา ภัสร + อาภา = ภัสราภา
นภ + อากาศ = นภากาศ จันทร + อาทิตย์ = จันทราทิตย์
อินทร + อาทิตย์ = อินทราทิตย์ โรค + อาพาธ = โรคาพาธ
มหา + อาตม = มหาตมะ ปฐม + อาษาฒ = ปฐมาษาฒ
จิตก + อาธาน = จิตกาธาน โศก + อาดูร = โศกาดูร
ธน + อานัติ = ธณานัติ โลก + อามิส = โลกามิส
อน + อามัย = อนามัย อน + อาทร = อนาทร
อน + อารย = อนารยะ อน + อาคต = อนาคต
ชนม + อายุ = ชนมายุ ทีฆ + อายุ = ทีฆายุ
สมบูรณ + อาญา = สมบูรณาญา จตุร + องค์ = จตุรงค์
อน + องค์ = อนงค์ ภุช + องค์ = ภุชงค์
ทวิช + องค์ = ทวิชงค์ วร + องค์ = วรงค์
กัมม + อันต = กัมมันต การ + อันต = การันต์
มหา + อันต = มหันต์ ภคว + อันต = ภควันต์
อน + อันต = อนันต์ คคน + อันต = คคนานต์
พน + อันต = พนานต์

เวสส + อันดร = เวสสันดร ฐาน + อันดร = ฐานันดร
โลก + อันดร = โลกันตร์
คคน + อัมพร = คคนัมพร ทีฆ + อัมพร = ทิฆัมพร
ชล + อัมพุ = ชลัมพุ มหา + อรรณพ = มหรรณพ
มหา + อัศจรรย์ = มหัศจรรย์
วจน + อัตถ์ = วจนัตถ์ โลก + อัตถ์ = โลกัตถ์
ทาน + อัชฌาสัย = ทานัชฌาสัย โมห + อันธ = โมหันธ์
โทส + อันธ = โทสันธ์ อน + อัตตา = อนัตตา
จันทร + อุปราคา = จันทรุปราคา สุริย + อุปราคา = สุริยุปราคา

โกสีย์ + อินทร์ = โกสินทร์ มุนี + อินทร์ = มุนินทร์
ภูมิ + อินทร์ = ภูมินทร์ ปติ + อินทร์ = บดินทร์
กรี + อินทร์ = กรินทร์ ธรณี + อินทร์ = ธรณินทร์
กปิ + อินทร์ = กบินทร์ วัชร + อินทร์ = วัชรินทร์
นาค + อินทร์ = นาคินทร์ ชน + อินทร์ = ชนินทร์
สิริ + อินทร์ = สิรินทร์ นค + อินทร์ = นคินทร์
นคร + อินทร์ = นครินทร์ ศักร + อินทร์ = ศักรินทร์
นร + อิสร = นริสร์

กาย + อินทรีย์ = กายินทรีย์ จุล + อินทรีย์ = จุลินทรีย์
ชีวิต + อินทรีย์ = ชีวิตินทรีย์ ชีว + อันตราย = ชีวันตราย
อุปัทว + อันตราย = อุปัทวันตราย โรค + อันตราย = โรคันตราย
มหา + ไอศวรรย์ = มไหศวรรย์ มหา + ไอศูรย์ = มไหศูรย์

พุทธ + โอวาท = พุทโธวาท ราช + โอวาท = ราโชวาท
ปุณณ + โอวาท = ปุณโณวาท นวก + โอวาท = นวโกวาท
วร + โอกาส = วโรกาส มหา + โอฬาร = มโหฬาร
วร + โอฬาร = วโรฬาร พิริย + โอฬาร = พิริโยฬาร
ชิน + โอรส = ชิโนรส ปิยะ + โอรส = ปิโยรส
มหา + โอสถ = มโหสถ ราช + โองการ = ราโชงการ
อน + เอก = อเนก
เพท + อุบาย = เพทุบาย *
หัตถี + อาจารย์ = หัตถาจารย์ *
ข. ใช้สระหน้าคำหลัง แต่เปลี่ยน อะ เป็น อา
คคน + อันต = คคนานต์ ปฤษฎ + อังค์ = ปฤษฎางค์
พจน์ + อรรถ = พจนารถ
สัตย + อธิษฐาน = สัตยาธิษฐาน ธรรม + อธิษฐาน = ธรรมาธิษฐาน
บุคคล + อธิษฐาน = บุคลาธิษฐาน ปรม + อภิไธย = ปรมาภิไธย
นาม + อภิไธย = นามาภิไธย นาม + อภิธาน = นามาภิธาน
สมญา + อภิธาน = สมญาภิธาน ปุญญ + อภิสังขาร = ปุญญาภิสังขาร
จร + อจร = จราจร จล + อจล = จลาจล
องค + อวัยวะ = องคาพยพ
ราช + อมาตย์ = ราชามาตย์ เสวก + อมาตย์ = เสวกามาตย์
สาร + อนุกรม = สารานุกรม บรรณ + อนุกรม = บรรณานุกรม
ปท + อนุกรม = ปทานุกรม พจน + อนุกรม = พจนานุกรม
ศัพท + อนุกรม = ศัพทานุกรม ฐาน + อนุกรม = ฐานานุกรม
นาม + อนุกรม = นามานุกรม ฐาน + อนุศักดิ์ = ฐานานุศักดิ์
ธรรม + อนุศักดิ์ = ธรรมานุศักดิ์ ธรรม + อนุธรรมปฏิบัติ = ธรรมานุธรรมปฏิบัติ
ทิศ + อนุทิศ = ทิศานุทิศ โทษ + อนุโทษ = โทษานุโทษ
ปฐม + อนุมัติ = ปฐมานุมัติ ฉันท + อนุมัติ = ฉันทานุมัติ
เสนา + อนุรักษ์ = เสนานุรักษ์ นาม + อนุประโยค = นามานุประโยค
คุณ + อนุประโยค = คุณานุประโยค วิเศษณ์ + อนุประโยค = วิเศษณานุประโยค
ประชา + อนุเคราะห์ = ประชานุเคราะห์ ฐาน + อนุรูป = ฐานานุรูป
กิจ + อนุกิจ = กิจจานุกิจ จิตต + อนุปัสสนา = จิตตานุปัสสนา
เวทนา + อนุปัสสนา = เวทนานุปัสสนา ปัญญา + อนุปัสสนา = ปัญญานุปัสสนา
ทูต + อนุทูต = ทูตานุทูต ศิษย์ + อนุศิษย์ = ศิษยานุศิษย์
สิสส + อนุศิษย์= สิสานุศิษย์ ราช + อนุสรณ์ = ราชานุสรณ์
ปรม + อนุชิต = ปรมานุชิต ราช + อนุสาวรีย์ = ราชานุสาวรีย์
โลก + อนุวัตร= โลกานุวัตร โลก + อภิวัตน์ = โลกาภิวัตน์
มัดสยา + อวตาร = มัตสยาวตาร กูรม + อวตาร = กูรมาวตาร
กัจฉป + อวตาร = กัจฉปาวตาร วราห + อวตาร =วราหาวตาร
วามน + อวตาร = วามานาวตาร นรสิงห + อวตาร =นรสิงหาวตาร
ปรศุราม + อวตาร = ปรศุรามาวตาร กฤษณ + อวตาร = กฤษณาวตาร
พุทธ + อวตาร = พุทธาวตาร พงศ + อวตาร = พงศาวดาร
กัลป + อวสาน = กัลปาวสาน ฉกาม + อวจร = ฉกามาพจร
ปักษ + อวสาน = ปักษาวสาน จุฑา + อธิปไตย = จุฑาธิปไตย
อน + อธิปไตย = อนาธิปไตย โลก + อธิปไตย = โลกธิปไตย
ประชา + อธิปไตย = ประชาธิปไตย ราช + อธิปไตย = ราชาธิปไตย
คณะ + อธิปไตย = คณาธิปไตย ฉันท + อคติ = ฉันทาคติ
โทส + อคติ = โทสาคติ โมห + อคติ = โมหาคติ
ภย + อคติ = ภยาคติ ธาร + อธิคุณ = ธาราธิคุณ
กรุณา + อธิคุณ = กรุณาธิคุณ กฤต + อธิการ = กฤตาธิการ
รัตน + อธิเบศร์ = รัตนาธิเบศร์ เบญจ + อังค = เบญจางค์
สต + อังค = สตางค์ พุทธ + อังกูร = พุทธางกูร
อาจารย + อังกูร = อาจารยางกูร พล + อังกูร = พลางกูร
กษิร + อรรณพ = กษิรารณพ บรรณ + อธิการ = บรรณาธิการ
บรรณ + อธิกร = บรรณาธิกร ศึกษา + อธิการ = ศึกษาธิการ
คณ + อธิการ = คณาธิการ กรรม + อธิการ = กรรมาธิการ
สังฆ + อธิการ = สังฆาธิการ นร + อธิบดี = นราธิบดี
โลก + อธิบดี = โลกาธิบดี ประธาน + อธิบดี = ประธานาธิบดี
วิสุทธ + อธิบดี = วิสุทธาธิบดี ทาน + อธิบดี = ทานาธิบดี
เทพ + อธิบดี = เทพาธิบดี กษัตริย์ + อธิราช = กษัตริยาธิราช
ราช + อธิราช = ราชาธิราช นร + อธิราช = นราธิราช
นร + อธิป = นราธิป ชน + อธิป = ชนาธิป
นร + อธิวาส = นราธิวาส กรีฑา + อภิรมย์ = กรีฑาภิรมย์
บุญญ + อภินิหาร = บุญญาภินิหาร กฤด + อภินิหาร = กฤดาภินิหาร
กฤต + อภินิหาร = กฤตาภินิหาร จตุร + อริยสัจ = จตุราริยสัจ
ธรรม + อธรรม = ธรรมาธรรม ราพณ + อสูร = ราพณาสูร
ราชา + อภิเษก = ราชาภิเษก มังคล + อภิเษก = มังคลาภิเษก
มูรธ + อภิเษก = มูรธาภิเษก รัชต + อภิเษก = รัชดาภิเษก
ทวีธา + อภิเษก = ทวีธาภิเษก บุษยา + อภิเษก = บุษยาภิเษก
ปราบต + อภิเษก = ปราบดาภิเษก จุฬา + อลงกรณ์ = จุฬาลงกรณ์
เปลี่ยนสระ อิ เป็น เอ
นร + อิศวร = นเรศวร ราม + อิศวร = ราเมศวร
มหา + อิศวร = มเหศวร
ชน + อินทร์ = ชเนทร์ ปรม + อินทร์ = ปรเมนทร์
นร + อินทร์ = นเรนทร์ คช + อินทร์ = คเชนทร์
ราช + อินทร์ = ราเชนทร์ อุรค + อินทร์ = อุรเคนทร์
มหา + อิสี = มเหสี
เปลี่ยนสระ อุ เป็น อู โอ
ราช + อุปโภค = ราชูปโภค สาธารณะ+ อุปโภค = สาธารณูปโภค
ราช + อุปถัมภ์ = ราชูปถัมภ์ ราชินี + อุปถัมภ์ = ราชินูปถัมภ์
คุรุ + อุปกรณ์ = คุโรปกรณ์ ยุทธ + อุปกรณ์ = ยุทโธปกรณ์
ทัศนะ + อุปกรณ์ = ทัศนูปกรณ์ พล + อุปกรณ์ = พโลปกรณ์
ศาสนา + อุปถัมภก= ศาสนูปถัมภก
คุณ + อุปการ = คุณูปการ พล + อุปการ = พโลปการ
รัชช + อุปการ = รัชชูปการ วร + อุปการ = วโรปการ
ทักษิณ + อุทก = ทักษิโณทก ชล + อุทก = ชโลทก
สีต + อุทก = สีโตทก สีตล + อุทก = สีตโลทก
วัสสะ + อุทก = วัสโสทก มธุร + อุทก = มธุโรทก
ชล + อุทร = ชโลทร นค + อุทร = นโคทร
สุริยะ + อุทัย = สุริโยทัย อรุณ + อุทัย = อรุโณทัย
ราช + อุทัย = ราโชทัย สุข + อุทัย = สุโขทัย
ปุริส + อุดม = ปุริโสดม นร + อุดม = นโรดม
มงคล + อุดม = มงคโลดม
สมาน + อุตม = สมาโนตม์ ศิร + อุตม = ศิโรตม์
วิเทศ + อุบาย = วิเทโศบาย วัญจน + อุบาย = วัญจโนบาย
กุศล + อุบาย = กุศโลบาย นย + อุบาย = นโยบาย
ราช + อุบาย = ราโชบาย เทศ + อุบาย = เทโศบาย
ราช + อุทิศ = ราชูทิศ นิล + อุตบล = นิโลตบล
วน + อุทยาน = วโนทยาน เทว + อุทยาน = เทโวทยาน
ค. เปลี่ยนสระท้ายคำหน้า อิ อี เป็น ย อุ อู เป็น ว แล้วสนธิตามข้อ ก และ ข
สามัคคี + อาจารย์ = สามัคยาจารย์ หัตถี + อาจารย์ = หัตถยาจารย์
รติ + อารมณ์ = รตยารมณ์ ศานติ + อารมณ์ = ศานตยารมณ์
อัคคี + โอภาส = อัคโยภาส รังสี + โอภาส = รังสิโยภาส,รังสโยภาส
กิตติ + อากร = กิติยากร,กิตยากร สิริ + อากร = สิริยากร,สิรยากร
รังสี + อากร = รังสิยากร,รังสยากร ราชินี + อนุสรณ์= ราชินยานุสรนณ์
สตรี + อาภรณ์ = สตริยาภรณ์ สิริ + อาภรณ์ = สิริยาภรณ์
มหิ + อังคณ = มเหยงคน์ มติ + อธิบาย = มตยาธิบาย
กีรติ + อากีรณ = กฤดยาเกียรณ์ ปริ + โอสาน = ปริโยสาน
ทัตติ + อาวาส = ทัตติยาวาส ปริ + อากาศ = บรรยากาศ
รังสี + อาพันธ์ = รังสิยาพันธ์ อัคคี + อาคาร = อัคยาคาร
อธิ + อาศัย = อัธยาศัย อภิ + อันดร = อัภยันดร
จักขุ + อาพาธ = จักขวาพาธ จักขุ + อายตน = จักขวายตน
จักขุ + อาปาถ = จักวาปาถ สินธุ + อานนท์ = สินธวานนท์
เหตุ + อเนกรรถ= เหตวาเนกรรถ ธนู + อาคม = ธันวาคม
มธุ + อาหาร = มธวาหาร ธาตุ + อากร = ธาตวากร
สาธุ + อาจารย์ = สาธยาจารย์ จตุ + อังค์ = จัตวางค์
พยัญชนะสนธิ
ก. เปลี่ยน ส เป็น โ
มนัส + มัย = มโนมัย มนัส + กรรม = มโนกรรม
มนัส + ธรรม = มโนธรรม มนัส + รถ = มโนรถ
มนัส + รมย์ = มโนรมย์ มนัส + คณะ = มโนคณะ
ศิรัส + เวฐน์ = ศิโรเวฐน์ สรัส + ช = สโรช
รหัส + ฐาน = รโหฐาน ยศสฺ + ธรา = ยโศธรา,ยโสธรา
ข. เปลี่ยน ส เป็น ร
นิส + ภัย = นิรภัย นิส + โทษ = นิรโทษ
นิส + เทศ = นิรเทศ,เนรเทศ นิส + ทุกข์ = นิรทุกข์
นิส + โฆษ = นิรโฆษ นิส + มล = นิรมล
นิส + วาณ = นิรวาณ นิส + ผล = นิรผล
นิส + คุณ = นิรคุณ นิส + นาม = นิรนาม
ทุส + จิต = ทุรจิต ทุส + ราชย์ = ทุรราชย์,ทรราชย์
ทุส + ชน = ทุรชน ทุส + ลักษณ์= ทุรลักษณ์
ทุส + กันดาร = ทุรกันดาร ทุส + พิษ = ทุรพิษ,ทรพิษ
ทุส + ชาติ = ทุรชาติ ทุส + พล = ทุรพล,ทรพล
ทุส + กรรม = ทุรกรรม,ทรกรรม ทุส + ยุค = ทุรยุค
ทุส + คม = ทุรคม ทุส + ภิกษ์ = ทุรภิกษ์
นฤคหิตสนธิ
ก. สนธิกับ สระ เปลี่ยนนฤคหิตเป็น ม
สํ + อาคม = สมาคม สํ + อาทาน = สมาทาน
สํ + อิทธิ = สมิทธิ สํ + ฤทธิ์ = สัมฤทธิ์
สํ + อาบัติ= สมาบัติ สํ + อาโยค = สมาโยค
สํ + อุจเฉท = สมุจเฉท สํ + อุทัย = สมุทัย
สํ + อุฏฐาน= สมุฏฐาน สํ + อี = สมัย
สํ + โอ + สรณ= สโมสร สํ + อาส = สมาส
สํ + อาจาร = สมาจาร สํ + อัคร = สมัคร
ศุภํ + อัสดุ = ศุภมัสดุ สํ + อรรถ = สมรรถ
ข. สนธิกับพยัญชนะ เปลี่ยน อำ เป็นพยัญชนะท้ายวรรคนั้น
สํ + กร = สังกร สํ + จร = สัญจร
สํ + ฐาน = สัณฐาน สํ + ถาร = สันถาร
สํ + ผัส = สัมผัส สํ + ปทาน = สัมปทาน
สํ + กรานต์= สงกรานต์ สํ + ขยา = สังขยา
สํ + ขีป = สังเขป สํ + คีต = สังคีต
สํ + คม = สังคม สํ + ครห = สังเคราะห์
สํ + ฆาต = สังฆาต สํ + ฆาติ = สังฆาติ
สํ + ขาร = สังขาร สํ + ฐิติ = สัณฐิติ
สํ + ตาน = สันดาร สํ + ตาป = สันดาป
สํ + โตษ = สันโดษ สํ + ถต = สันถต
สํ + เทห = สนเท่ห์ สํ + ธาน = สันธาน
สํ + นิบาต = สันนิบาต สํ + นิวาส = สันนิวาส
สํ + ปูรณ = สมบูรณ์ สํ + พันธ = สัมพันธ์
สํ + พล = สมพล สํ + ภว = สมภพ
สํ + ภาร = สมภาร สํ + โพธิ = สมโพธิ
สํ + พุทธิ = สัมพุทธ สํ + ภาษณ์ = สัมภาษณ์
สํ + มติ = สมมุติ สํ + ปทา = สัมปทา
สํ + ปทาน = สัมปทาน สํ + มน = สัมมนา
สํ + เกต = สังเกต กึ + นร = กินนร
สยํ + ภู = สยมภู ทิวํ + คต = ทิวงคต
ค. สนธิกับเศษวรรค เปลี่ยน อำ เป็น ง
สํ + วร = สังวร สํ + หรณ์ = สังหรณ์
สํ + โยค = สังโยค สํ + โยชน์= สังโยชน์
สํ + หาร = สังหาร สํ + สิทธิ = สังสิทธิ
สํ + สาร = สังสาร สํ + วาส = สังวาส
สํ + สกฤต = สังสกฤต สํ + เวค = สังเวค

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 26
คำต่อไปนี้แผลงเป็นคำใด
อุบาสิกา สีกา สิสสานุศิษย์ สานุศิษย์
บัณฑวะ บัณเฑาะว์ วัชระ วัชร,พัชรา,เพชร
วัชฌ เพชฌ อมหิต อำมะหิต
ชาตา ชาตะ ผลิก ผลึก
อนิจ อเนจ วชิระ วิเชียร
ธีร เธียร ไวทย์ แพทย์
กีรติ เกียรติ สาธุ ธุ ,โสธร , สาธร
ทูร โทร ล้าง มล้าง
พาหะ พ่าห์ เพียง เพี้ยง
ไท ไท้ พุทโธ พุทโธ่
สุภาพ สุวภาพ,เสาวภาพ สุภา สุวภา,เสาวภา,โสภา
จูง จรูง รวิ รพิ,รพี,รวี,รำไพ
วีณ วีณา, พิณ ศาลา ศาล
วน วัน,วนา, พน,พนา ตาวติงส์ ดาวดึงส์
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 27
คำต่อไปนี้ สร้างศัพท์โดยวิธีใด
วิวรรณ ...................ลงอุปสรรค วิ........................ สุชาดา ..............ลงอุปสรรค สุ...
สุภัทรา ....................ลงอุปสรรค สุ...................... พลพีร์ .สมาส, แผลง วีระ-เป็น พีร์........ยุทธการ .....................สมาส............................. ปัทมาภรณ์ ..........สนธิ. ปัทมะ+อาภรณ์
อนันตนาคราช......สนธิ,สมาส-อน+อันต+นาค/ราช ราชินยานุสรณ์ ..สนธิ ราชินี + อนุสรณ์.การยุทธ์ .................ประสม..................................... ผลไม้ ................ประสม................
โมโหโทโส............ซ้อน....ติดวิภัตติ....................... มากอักโข..............ซ้อน,ตัดคำ อักโขเภณี
วิสัยทัศน์.................ประสม...........ราชตฤณมัยสมาคม...สมาส,สนธิ – ราช/ตฤณ/มัย+สํ+อาคม
ทัศนวิสัย..................สมาส...................................... อำนาจ ................ลงอาคมแบบเขมร
บังอาจ ...................ลงอุปสรรคแบบเขมร............. ระบำ ..................แผลง.จาก รำ
ไพฑูรย์ ...................แผลง จาก ไวฑูรย์ ................... เสน่ห์ ...................แผลง จาก เสนห........เที้ยร ...................แผลง จาก เทียร .......................ปราณี ...................ลง ปัจจัย...............โบสถ์ ...................ตัดคำ จาก อุโบสถ...................ราชวัง ...................ประสม
กิจจะลักษณะ...........ประสม................................... เหตุการณ์.................ซ้อน
รสชาติ ...................ซ้อน........................................ น้ำใจ ...................ประสม....................รู้จัก ...................ซ้อน.................................. ต่างๆนานา ............ซ้อน
ดารา ...................แผลงจาก ตารา.........................ธรรมาภิบาล..........สนธิ – ธรรม + อภิบาลโลกาภิวัตน์......สนธิ – โลก + อภิวัตน์..................... ส่วนชุดคำสั่ง..........ประสม.......................ใต้ดิน .................ประสม................................... พระบาท..................สมาส
พระสุหร่าย ..........ประสม....................................... ละโมบ ...................แผลง จาก โลภ..........เด็กๆ ..................ซ้ำ............................................. งูๆปลาๆ ..................ซ้ำ...........................เออออห่อหมก..........ซ้อน....................................... โอเลี้ยง ....................ทับศัพท์ ภาษาจีน
บ๋อย ...............ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ......... ไช้เท้า ....................ทับศัพท์ภาษาจีน...... เฮงซวย ...............ซ้อน,ทับศัพท์ภาษาจีน..................ชั่วดี .....................ซ้อน................... แบบแปลน ...........ซ้อน.............................................พวงหรีด ....................ประสม
ด่าทอ .................ซ้อน............................................นวดฟั้น .....................ซ้อน..............................กักตุน ..................ซ้อน...........................................แฉโพย .......................ประสม.........................นาวิกโยธิน ............ลงปัจจัย.....................................ลิฟต์ ........................ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ






บทที่ 5 ชนิดของคำ

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 28
1. คำคือ กลุ่มของเสียงที่ประกอบไปด้วยเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ที่มนุษย์ได้เปล่งออกมา หรือเขียน ก่อให้เกิดความหมาย เพื่อใช้สำหรับสื่อสาร
2. คำแบ่งของเป็น 7 ชนิด คือ
1. คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น คน สัตว์ พืช สิ่งของ สถานที่ อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ
2. คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้เรียกแทนคำนาม
3. คำกริยา คือ คำที่แสดงกิริยาอาการหรือสภาพของคำนามและสรรพนาม
4. คำวิเศษณ์ คือ คำที่ประกอบคำอื่นเพื่อขยายเนื้อความให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
5. คำบุพบท คือ คำที่มีหน้าที่เชื่อมคำ หรือกลุ่มคำเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับคำอื่นๆในประโยค
6. คำสันธาน คือ คำที่มีหน้าที่เชื่อมประโยคเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับประโยคอื่นที่เกี่ยวข้องกัน
7. คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาโดยไม่ตั้งใจ เพื่อแสดงอารมณ์และความรู้สึกของผู้พูด

3. คำนามแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ
(1) สามานยนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อนามทั่วๆไป ไม่เจาะจง ระบุความหมายกว้างๆ เช่น คน สัตว์ พืช หมา แมว ต้นไม้ ดอกไม้ วัด โรงเรียน กวี นักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา ทหาร นักร้อง ฯลฯ
(สามานย-ส,สามัญ-บ -ทั่วไป + นาม –บ,ส – ชื่อ )
(2) วิสามานยนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อนามที่เฉพาะเจาะจง ระบุความหมายแคบและชี้เฉพาะ เช่น นายจัน หนวดเขี้ยว เจ้าตินติน(สุนัข) มาดอนน่า (นักร้อง) เตรียมอุดมศึกษา (โรงเรียน) สุนทรภู่ บิล คลินตัน บีโธเฟน ลีโอนาโด ดาวินซี ทักษิณ ชินวัตร ชวน หลีกภัย
( วิสามานย-ส-ไม่ทั่วไป,เฉพาะ + นาม )
(3) สมุหนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อนามที่เป็นหมวดหมู่ บ่งบอกจำนวนมาก เช่น คณะ ฝูง กอง นิกาย บริษัท สำรับ ก๊ก เหล่า ชุด กลุ่ม โขลง หมู่ ฯลฯ
( สมุห – บ,สมูห-ส- หมู่,กอง,พวก + นาม )
(4) ลักษณนาม คือ คำที่ใช้บอกลักษณะรูปพรรณสัณฐานของสามานยนาม ลักษณนาม เป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยประการหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออในการใช้ภาษา
( ลักษณะ-ส,ลักขณะ-บ-สมบัติเฉพาะตัว + นาม )
ลักษณนามแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มดังนี้
(4.1) บอกชนิด เช่น พระภิกษุ,สามเณร,บาทหลวง - รูป ยักษ์,ฤาษี - ตน ช้างป่า - ตัว ช้างบ้าน - เชือก
(4.2) บอกอาการ เช่น บุหรี่ - มวน พลู - จีบ ไต้ - มัด ขนมจีน - จีบ,หัว ผ้า - พับ
คัมภีร์ใบลาน - ผูก
(4.3) บอกรูปร่าง เช่น รถ - คัน บ้าน,เปียโน,จักร - หลัง ดินสอ - แท่ง ปากกา - ด้าม กล้วย - เครือ,หวี,ลูก
(4.4) บอกหมวดหมู่ เช่น ฟืน - กอง ทหาร - หมวด พระ - นิกาย นักเรียน - คณะ
ละคร - โรง กับข้าว - สำรับ
(4.5) บอกจำนวน มาตรา เช่น ตะเกียบ - คู่ ดินสอ - โหล เงิน,ทอง - บาท ผ้า - เมตร
ที่ดิน - ไร่,งาน,ตารางวา
(4.6) ซ้ำคำนามข้างหน้า เช่น วัด - วัด โรงเรียน - โรง คะแนน - คะแนน คน - คน อำเภอ - อำเภอ จังหวัด -จังหวัด
(5) อาการนาม คือ คำนามที่บอกกิริยาอาการ อารมณ์ความรู้สึก สภาวะในจิตใจที่เป็นนามธรรมใช้ การและความนำหน้าคำกริยาและวิเศษณ์ ( อาการ บ,ส-ความเป็นอยู่ ความเป็นไป สภาพ + นาม )
เช่น
การวิ่ง การเดิน การนอน การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย
ความดี ความชั่ว ความง่วง ความงาม ความสะอาด ความสุข

* ข้อสังเกต ถ้าการและความตามด้วยคำนาม ถือว่าเป็นคำประสม ซึ่งจะจัดเป็น สามานยนาม เช่น การบ้าน การเมือง การไฟฟ้า การรถไฟ การทางพิเศษ ความแพ่ง ความอาญา

4. หน้าที่ของคำนาม
1. คำนามทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น
มนุษย์ ทุกคนต้องการความสุข โรงเรียนของฉันอยู่ในกรุงเทพ
นักการเมือง คนนี้ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
พ่อแม่ ทำงานหนักเพื่อลูกๆ
2. คำนามทำหน้าที่เป็นกรรมหรือผู้ถูกกระทำ เช่น
ครูสอนนักเรียน แมวกินปลา ฉันดูทีวี พ่อตีน้อง
3. คำนามทำหน้าที่เป็นบทขยายนามอื่น เพื่อให้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
ภราดร ศรีชาพันธุ์นักเทนนิสมือหนึ่งของไทย
นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

4. คำนามทำหน้าที่ขยายกริยา และใช้ตามหลังคำบุพบท เพื่อบอกสถานที่ เช่น
ฉันวิ่งออกกำลังกายที่สนามหญ้า คณะกรรมการนัดพบกันในห้องประชุม

ครูทุ่มเททำงานเพื่อนักเรียน เขากลับตัวได้เพราะคำสอนของครู
5. คำนามทำหน้าที่ขยายกริยาหรือคำนามอื่น โดยใช้บอกเวลา
ฉันชอบอ่านหนังสือตอนเช้าๆ ร้านตัดผมปิดวันพุธ
ข่าวเที่ยงวันได้รับความนิยมมาก เขาลดความอ้วนโดยอดอาหารเย็น

6. คำนามใช้เป็นคำเรียกขาน เพื่อเน้นหรือบอกความรู้สึก เช่น
พระคุณเจ้า นิมนต์ทางนี้ครับ
นักเรียน เงียบๆหน่อยได้ไหม
เด็กๆ ทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง
ติ๊ก จะไปดูหนังกับเราไหม

5. คำสรรพนามแบ่งออกเป็น 6 ชนิด คือ
(1) บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนบุคคล ซึ่งเป็นผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ถูกกล่าวถึง แบ่งออกเป็น บุรุษที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เช่น
บุรุษที่ 1 เช่น กู ตู ฉัน ผม กระผม ดิฉัน เรา ข้าพเจ้า อาตมา ข้าพระพุทธเจ้า กระหม่อม
บุรุษที่ 2 เช่น มึง สู เธอ คุณ ท่าน ใต้เท้า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ฝ่าพระบาท เจ้า
บุรุษที่ 3 เช่น เขา ท่าน พวกเขา มัน พระองค์
(2) ประพันธสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยคย่อย ทำหน้าที่แทนคำนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า ได้แก่คำว่า ที่ ซึ่ง อัน ผู้ เช่น
คนที่เป็นครูต้องมีความอดทน ความรักอันเปี่ยมด้วยเมตตาคือความรักของแม่
นายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร นายให้เหตุผลซึ่งผมยอมรับไม่ได้
(3) วิภาคสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แยกส่วนคำนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า
นักเรียนต่างก็ทำการบ้านของตน
เด็กๆบ้างก็หลับ บ้างก็คุยขณะครูสอน
ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน
แห็นรถชนกัน
(4) นิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือชี้บอกระยะ เช่น นี่ นี้ นั่น นั้น โน่น โน้น อย่างนี้ อย่างนั้น เช่นนั้น เช่น
นี่ คือความสำเร็จของพวกเราทุกคน
นี้ เป็นข้อคิดที่ดีมาก
นั่น เป็นเรื่องของคุณ ไม่เกี่ยวกับผม
นั้น เป็นมติของคณะกรรมการ
ทุกคนจงไปรวมตัวที่นั่น
(5) อนิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามทั่วๆไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง เช่น ใคร อะไร ไหน ผู้ใด ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ ใดๆ เช่น
ใคร จะไปเที่ยวก็ไปได้ ฉันไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว
ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง อะไรๆ ฉันก็กินได้
ผู้ใด พากเพียรวันนี้ ผู้นั้น สบายวันหลัง ไหนๆ ฉันนอนได้


(6) ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนนามที่มีเนื้อความเป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ผู้ใด ไหน
ใคร จะไปเที่ยวเชียงใหม่บ้าง
อะไร อยู่ในห้อง
ผู้ใด บังอาจมากระตุกหนวดเสือ
ไหน แมวตัวใหม่ของเธอ

6. หน้าที่ของสรรพนาม
(1) ใช้เป็นประธานของประโยค เช่น
เขา เตรียมตัวสอบไล่
ใคร ไม่มีบัตรไม่มีสิทธิ์
ท่านทั้งหลาย จงก้าวเดินไปพร้อมกับเรา
ไหน เป็นบ้านของเธอ
นี่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผม
(2) ใช้เป็นกรรมของประโยค เช่น
ชั่วโมงนี้นักเรียนอยากทำอะไรๆก็ทำไปเถิด คุณครูดุพวกเรา
ฉันไม่โทษเธอหรอก ฉันผิดเอง นั่น ฉันทำเอง
(3) ใช้เป็นผู้รับใช้ของประธาน เช่น
พ่อให้ฉันล้างรถ
แม่ให้เราไปซื้อกับข้าวที่ตลาด
คณะปฏิวัติประกาศห้ามผู้ใดออกจากบ้านหลังเวลาเที่ยงคืน
แม่สั่งให้มันสวัสดี
(4) ใช้เป็นส่วนเติมเต็ม เช่น
คุณเป็นใคร
หัวหน้าห้องคนใหม่คือใคร
(5) ใช้เชื่อมประโยค เช่น
ฉันอยากไปสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เขาเสนอโครงการซึ่งไม่มีทางทำสำเร็จ
(6) ใช้ขยายนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยค เพื่อเน้นความรู้สึก เช่น
คุณครู ท่าน ตักเตือนเราให้พากเพียรอยู่เสมอ
เจ้าตินติน มัน ชอบกระโดดเข้าใส่ผมตอนผมกลับบ้าน
7. คำกริยาแบ่งเป็น 5 ชนิด คือ
(1) สกรรมกริยา คือ กริยาที่ต้องมีกรรมมารับจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ เช่น
ม้ากินหญ้า หมูกินรำ ปลากินลูกไร
แม่ตีน้อง น้องเตะฟุตบอล แมวจับหนู
ครูให้รางวัลนักเรียน (รางวัล-กรรมตรง,นักเรียน-กรรมรอง)
แม่ถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์ (ภัตตาหาร-กรรมตรง,ภิกษุสงฆ์-กรรมรอง)
ผู้สมัครส.ส.แจกเงินแก่ชาวบ้าน (เงิน-กรรมตรง,ชาวบ้าน-กรรมรอง)
(2) อกรรมกริยา คือ กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ ก็สามารถทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์ เช่น
กบร้อง ฝนตก น้ำท่วม ฟ้าร้อง รถติด ฉันยิ้ม ครูหัวเราะ ไก่ขัน
(3) วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ต้องอาศัยส่วนเติมเต็ม เพื่อประกอบประโยคให้มีใจความสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นกริยาที่ไม่ได้แสดงความเป็นผู้กระทำ ดังนั้นจึงไม่ ต้องอาศัยกรรม คือ ผู้ถูกกระทำ แต่อาศัยส่วนเติมเต็มมาช่วยให้ประโยคสมบูรณ์แทน เช่น
เธอคือแม่พระของเด็กๆแห่งขุนเขา
เขาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว
ผมเหมือนพ่อมาก
น้องคล้ายแม่มากกว่าพ่อ
น้ำหนักของเธอเท่าน้ำหนักของพี่
ไถงแปลว่าพระอาทิตย์
(4) กริยานุเคราะห์ คือ กริยาที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาอื่นที่ตามมา ทำหน้าที่ช่วยบอกกาลหรือการกระทำ เพื่อทำให้ประโยคมีใจความที่สมบูรณ์ เช่น
ฉันย่อมทำในสิ่งที่ฉันพอใจ
นักเรียนถูกครูดุเป็นเวลานาน
เขากำลังสร้างต้นแบบหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ตัวแรกของเมืองไทย
ผมคงจะอธิบายให้เธอฟังถ้าเธอเข้าประชุม
พี่ของฉันจะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาเดือนหน้า
ประชาชนต้องคอยจับตาดูการทำงานของรัฐบาล
เขาได้ตกลงใจอุทิศตนแก่พระศาสนาโดยจะบวชไม่สึก
คุณอาจจะเข้าใจเขาผิดก็ได้
(5) กริยาสภาวมาลา คือ กริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม อาจเป็นประธานหรือกรรม หรือบทขยายของประโยคก็ได้ เช่น
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์ต่อร่างกาย
เขาชอบว่ายน้ำ
อ่านในใจทำให้จำแม่น
เธอฝึกร้องเพลงทุกวัน
เขาวิ่งทุกเช้าเพื่อออกกำลังกาย
เขาสร้างคอกสำหรับขังหมู

8. หน้าที่ของคำกริยา
(1) ทำหน้าที่เป็นภาคแสดงของประโยค เช่น
เด็กกำลังเล่นอย่างสนุกสนาน
ครูสอนวิชาภาษาไทยมาหลายปีแล้ว
เกิดแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย (แผ่นดินไหวเกิดที่จังหวัดเชียงราย)
มีขนมอยู่ในตู้ (ขนมมีอยู่ในตู้)
(2) ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายนาม เช่น
เด็กเข็นผักที่ตลาด ถูกตำรวจจับ ตำรวจยิงมือปืนปล้นแบงก์ตาย
ที่นี่รับสมัครเด็กล้างจานสองคน คนเก็บขยะไปตั้งแต่เช้า
พนักงานขายของหายไปไหนหมด คนทำสวนกำลังจัดสวนใหม่
(3) ทำหน้าที่เป็นกริยาสภาวมาลา เป็นประธาน กรรม หรือ บทขยาย เช่น
อ่านหนังสือหมื่นเล่ม ไม่เท่าเดินทางพันลี้
กินมากทำให้อ้วน
เขาชอบตกปลา
(4) ทำหน้าที่ช่วยประกอบกริยาให้มีความหมายชัดเจนขึ้น เช่น
อิรักถูกสหรัฐอเมริกายึดครอง
คุณจะไปด้วยก็ได้
เธอต้องตั้งใจมากกว่านี้
เขาทำการบ้านเสร็จแล้ว

9. คำวิเศษณ์แบ่งออกเป็น 10 ชนิด คือ
(1) ลักษณวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกลักษณะต่างๆ เช่น บอกชนิด สี สัณฐาน ขนาด เสียง อาการ กลิ่น รส ความรู้สึก เป็นต้น เช่น ดี ชั่ว ขาว ดำ กลม แบน ใหญ่ เล็ก โครม เปรี้ยง เร็ว ช้า เหม็น หอม หวาน เปรี้ยว เย็น ร้อน หนาว ฯลฯ
คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้
คนชั่วย่อมได้รับผลกรรมชั่ว ไม่ช้าก็เร็ว
เขาเป็นคนแพ้อากาศหนาว ดังนั้นเขาจึงรีบหาเสื้อหนาๆมาใส่
บางครั้งทำงานเร็วเกินไป ก็อาจเป็นผลเสีย
เธอชอบส้มตำรสเปรี้ยว เค็ม หรือหวาน
(2 ) กาลวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกกาลเวลา เช่น เช้า สาย บ่าย เที่ยง เย็น ค่ำ ฯลฯ เช่น
เขามาก่อนจึงได้ก่อน เธอมาหลังก็ต้องได้หลัง
พระออกบิณฑบาตตามถนนสายนี้ทุกเช้า
เรากำลังจะไปกันเดี๋ยวนี้
เราหยุดพักงานตอนเที่ยง
นกบินกลับรังยามพลบค่ำ
(3) สถานวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกสถานที่ เช่น บน ล่าง เหนือ ใต้ ไกล ใกล้ บก น้ำ บ้าน ป่า เช่น
ลักษณนามของช้างบ้านใช้เชือก ช้างป่าใช้ตัว
ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุด ปลาวาฬเป็นสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุด
* (บ้าน,ป่า,บก,น้ำ เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นวิเศษณ์ )
เขาเก็บกล่องสมบัติไว้ห้องชั้นบน
*เขาเก็บกล่องสมบัติไว้บนห้อง ( บน-เป็นบุพบท )
ขุนแผนเดินทางผจญภัยไปทางเหนือ
*หมื่นหาญเห็นว่าขุนแผนมีวิชาอาคมเหนือตนจึงคิดกำจัดขุนแผน ( เหนือ -เป็นบุพบท)
เขาเลือกทำงานที่นี่ เพราะบ้านเขาอยู่ใกล้
*เขาเลือกทำงานที่นี่ เพราะอยู่ใกล้บ้าน ( ใกล้-เป็นบุพบท)
(4) ประมาณวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกปริมาณ และจำนวนนับ เช่น มาก น้อย หลาย
ทั้งหลาย จุ ทั้งหลาย ทั้งปวง ทั้งหมด บรรดา สิ่งละ บาง ทุก บ้าง กัน หนึ่ง สอง สาม สี่ ฯลฯ เช่น
บรรดาแขกที่มาในวันนี้ เขากินจุที่สุด
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะทุกสิ่งย่อมไม่เที่ยงแท้ ไม่มีตัวตนและเป็นทุกข์
เราต้องการตัวแทนเพียงสองคน
ถึงแม้จะมีคนสมัครมาก แต่น้อยคนที่จะผ่านการคัดเลือกมาได้
นักเรียนบางคนกินบ้าง ทิ้งบ้าง ( บ้าง-ประมาณวิเศษณ์ )
*นักเรียนบ้างก็กินบ้างก็ทิ้ง ( บ้าง-วิภาคสรรพนาม )

* ข้อสังเกต ต่าง บ้าง กัน ที่เป็นวิภาคสรรพนาม จะต้องใช้แทนนามหรือสรรพนาม ถ้าทำหน้าที่ประกอบนาม สรรพนาม กริยา หรือวิเศษณ์ ถือเป็นคำวิเศษณ์ เช่น
ก. ประกอบนาม - ต่างคนต่างทำ,ต่างจิตต่างใจ,ชายบ้างหญิงบ้าง
ข. ประกอบสรรพนาม - ต่างเขาต่างเรา,เขาบ้างเราบ้าง
ค. ประกอบกริยา - เขาพูดต่างกับฉัน,ทำบ้างหยุดบ้าง,
- พวกเราพยายามกันมาก,เราเดินกันคนละทาง
ง. ประกอบวิเศษณ์ - เขาเป็นคนดีต่างกัน,ทำมากบ้างน้อยบ้าง,
- เขาทำงานเก่งกันคนละอย่าง

(5) นิยมวิเศษณ์ คือคำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกความชี้เฉพาะ หรือจำกัดไปว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ สิ่งนั้น สิ่งนี้ เช่น นี่ นั่น โน่น โน้น ทั้งนี้ ทั้งนั้น อย่างนี้ อย่างนั้น ดังนี้ ดังนั้น แท้ จริง เฉพาะ เอง ดอก แน่นอน ทีเดียว เจียว เทียว ฯลฯ เช่น
เธอ นี่ ทำเรื่องอย่างนั้น ไปได้ยังไง
ฉัน เองเป็นคนทำเรื่องนี้ทั้งหมดจริง
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ฉันต้องออกมารับผิดชอบแน่นอน
ใครจะมาโทษเธอดังนั้นไม่ได้ดอก ทั้งนี้เธอทำไปตามคำสั่ง
ที่แท้เราควรจะยกย่องว่าเธอเป็นคนที่เสียสละมากที่สุดคนหนึ่งทีเดียว
เรื่องลับเฉพาะทั้งนั้นอย่าให้แพร่งพรายออกไปเทียว
(6) อนิยมวิเศษณ์ คือ วิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกความไม่ชี้เฉพาะ หรือไม่จำกัดลง ไปว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ หรือสิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่น ใด ไหน กี่ อะไร ทำไม เช่นไร ฯ เช่น
คนใดไปก่อนก็ได้
ครูอนุญาตให้นักเรียนไปสมัครชมรมไหนก็ได้
เธอจะมีคนรักกี่คนฉันไม่ว่า เธอจะเป็นเช่นไรฉันก็ไม่รังเกียจ
เธอจะกระฟัดกระเฟียดทำไมฉันก็ไม่สนใจ
(7) ปฤจฉาวิเศษณ์ คือ วิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกเนื้อความที่เป็นคำถามหรือ ความสงสัยที่ต้องการคำตอบ เช่น ใด ไร ไหน กี่ อะไร ทำไม ฉันใด เช่นไร ไหม อันใด อย่างไร เท่าไร ไย หนอ ฯลฯ เช่น
กรรมใดที่ทำให้เธอต้องเป็นเช่นนี้
สิ่งไรทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปมาก
คุณช่วยเหลือเขาทำไม
คุณช่วยเขามากเท่าไรจึงจะพอ
ผมจะทำฉันใดดี
คุณรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร
ใครหนอรักเราเท่าชีวี
(8) ประติชญาวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกเสียงร้องเรียก และเสียงขานรับ หรือโต้ตอบ เพื่อแสดงความสละสลวยของภาษา และแสดงระดับภาษา ความเป็นกันเองหรือทางการ ความสุภาพ ความสนิทสนม ( ปัจจุบันนักภาษาศาสตร์บางท่านรวมคำชนิดนี้กับ "คำอนุภาค" ซึ่งจะกล่าวต่อไป) เช่น
แดงจ๋า พี่หิวแล้วจ้ะ
แม่ ครับ ผมขออนุญาตไปดูหนังกับเพื่อน
นิมนต์พระคุณเจ้าทางนี้ ขอรับ
อาจารย์ขา คุณแม่หนูมาหาค่ะ
โด่งโว้ย มัวทำอะไรอยู่วะ
(9) ประติเษธวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบเพื่อบอกความปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ เช่น ไม่ มิใช่ ไม่ใช่ บ บ่ บ่มิ ฤ ฤา มิได้ ไม่ได้ หามิได้ หา...ไม่ หาไม่
เขาไม่เคยตั้งใจทำงานเลย สมควรแล้วที่เขาไม่ได้เลื่อนขั้น
เขามิได้เป็นฝ่ายผิดคำพูด แต่หล่อนต่างหากที่ลืมสัญญาว่าจะรักกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่
คนเราใช่จะอยู่ค้ำฟ้า ( ไม่อยู่คำฟ้า )
แม่สาวงามคนนี้ฤาจะมาทำลายตบะของอาตมา
หญิงงามแต่ใจทรามเช่นนี้หาคุณค่ามิได้
ร้อยชู้ฤจะสู้เนื้อเมียตน
(10) ประพันธวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ เพื่อเชื่อม ประโยคให้มีใจความเกี่ยวเนื่องกัน เช่น ที่ ซึ่ง อัน อย่างที่ ชนิดที่ ให้ ว่า ที่ว่า เพื่อ เพื่อว่า ฯลฯ
เขาเป็นคนตลกชนิดที่ไม่มีใครตามมุขทัน
เขามักจะทำอะไรอย่างที่เขาต้องการจะทำ
คนฉลาดที่ไม่มีคุณธรรมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
*คนที่ไม่มีคุณธรรมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ( ที่-เป็นประพันธสรรพนาม )
เขารับผิดชอบงานดีมากซึ่งเป็นผลดีต่อโครงการของเรา
*เขาทำงานซึ่งไม่มีใครกล้าทำ ( ซึ่ง-เป็นประพันธสรรพนาม )
เขาไม่เคยกล่าววาจาใดๆอันจะทำให้ภรรยาเสียใจ
ครูลงโทษนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเข็ดหลาบ
พ่อสั่งให้ฉันไปกวาดบ้าน
พระพุทธองค์ทรงสอนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

10.หน้าที่ของคำวิเศษณ์ คือ
(1) ทำหน้าที่ขยายคำนาม เช่น
เขาไม่ชอบงานยุ่งยากแบบนี้ คนจริงย่อมไม่เกรงกลัวคนถ่อย

(2) ทำหน้าที่ขยายสรรพนาม เช่น
พวกเราบางคนต่างก็ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต่อไป
ฉันเองก็ไม่แน่ใจกับฐานะของบริษัท
(3) ทำหน้าที่ขยายคำกริยา เช่น
เขาพูดมากจนน่าเบื่อ
เด็กๆอย่ากินมูมมาม ค่อยๆกิน อาหารยังมีอีกมาก
เขาเดินเร็วเหมือนจะไล่ควาย
(4) ทำหน้าที่ขยายวิเศษณ์ เช่น
เขาพูดเร็วมากจนฉันฟังไม่รู้เรื่อง
ฝนตกหนักมากจนมองทางไม่เห็น
11. คำบุพบทแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
(1) บุพบทที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำต่อคำ เช่น นามกับนาม นามกับสรรพนาม นามกับกริยา สรรพนามกับกริยา กริยากับวิเศษณ์ เพื่อบ่งบอกสถานการณ์ให้ชัดเจน เช่น
บอกความเป็นเจ้าของ
หนังสือเล่มนี้เป็นของฉัน
แม่เตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรตอนเช้า
บอกความเกี่ยวข้อง
เขาสนใจนาฬิกาในตู้ เขาทำให้แต่เธอเท่านั้น
ฉันไปโรงเรียนกับน้อง พ่อยอมเหนื่อยเพราะเห็นแก่ลูก
บอกจุดหมาย
เขาทำงานนี้เพื่อเงิน เขายอมแพ้เพื่อความสงบ
บอกเวลา
นิทรรศการเปิดตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา
บริษัทนี้ปิดกิจการเมื่อปีที่แล้ว
บอกสถานที่
เราเจอกันที่อังกฤษโดยบังเอิญ
ต้นตระกูลของเขามาจากจีน
บอกความเปรียบเทียบ
เธอสวยเหมือนแม่
เขาสูงกว่าน้อง

(2) บุพบทที่ไม่แสดงความสัมพันธ์กับบทอื่น ส่วนมากจะอยู่ต้นประโยค ใช้เป็นคำร้องเรียกหรือทักทาย เช่น ดูกร ดูรา ดูก่อน ดูรา ข้าแต่ ใช้นำหน้าคำนามหรือสรรพนาม ปัจจุบันไม่ใคร่นิยมใช้แล้ว
ดูกร สงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิโอภาสตัดขาดกิเลสสิ้นแดนสงสาร
ดูก่อน ท่านจะไม่ลองคิดตรึกตรองอีกสักครั้งหรือ
ดูรา สหายทุกท่าน เราจงมาร่วมปลดแอดให้กรรมกรและชาวนากันเถิด
ดูแน่ะ พี่น้องทั้งหลาย เรามาตามสัญญาแล้ว
ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมบูชาพระองค์
12. หน้าที่ของคำบุพบท

(1) ทำหน้าที่เชื่อมคำนาม เช่น
เขาเดินทางโดยเครื่องบิน
ร้านนี้ปิดเฉพาะวันอาทิตย์
(2) ทำหน้าที่เชื่อมคำสรรพนาม เช่น
ถ้าเธอจะไปกับฉัน ก็รีบไปกันได้แล้ว
คนที่ยืนอยู่ข้างเธอเป็นน้องของฉัน
(3) ทำหน้าที่เชื่อมคำกริยา เช่น
ใครๆก็รู้ว่าเขาเป็นคนเห็นแก่กิน
นักมวยไทยทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับชกพรุ่งนี้
(4) ทำหน้าที่เชื่อมคำวิเศษณ์ เช่น
ตำรวจจับผู้ร้ายได้โดยละม่อม
โดยมาก เขาจะเป็นคนทำเอง
13. คำสันธานแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
(1) สันธานเชื่อมประโยคความรวม
(1.1) เชื่อมให้ใจความคล้อยตามกัน ได้แก่ ก็, และ, แล้ว..จึง, ครั้น..ก็ , ครั้น..จึง, เมื่อ...ก็ , พอ..ก็ , ทั้ง...ก็, ก็ดี, ก็ตาม เช่น
ถ้าฝนไม่ตกฉันก็จะมาหาเธอ ฉันและเพื่อนตั้งใจจะสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์
ฉันสวดมนต์เสร็จแล้วจึงเข้านอน ครั้นเขาทำงานเสร็จเขาก็จากไป
ครั้นน้ำลดลงชาวบ้านจึงกลับไปซ่อมแซมบ้าน เมื่อครูสั่งนักเรียนก็ต้องทำตาม
พอเขามาฉันก็ไป ทั้งฝนก็ตกรถก็ติดหงุดหงิดเป็นบ้า
คนก็ดีสัตว์ก็ดี รักชีวิตกันทั้งนั้น ผู้ชายก็ตามผู้หญิงก็ตาม สามารถทำงานนี้ได้

(1.2) เชื่อมให้ใจความขัดแย้งกัน ได้แก่ แต่, แต่ทว่า,แต่...ก็,กว่า..ก็, ถึง..ก็,แม้...ก็ เช่น
เขาอยากเรียนเก่งแต่ไม่เคยอ่านหนังสือ
เขามักสัญญากับประชาชนแต่ทว่าไม่เคยรักษาสัญญาสักครั้งเดียว
ฝ่ายกบฏบุกโจมตีอย่างหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำแต่ก็ยึดที่มั่นของฝ่ายรัฐบาลไม่ได้
กว่าลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่ แม่ก็ผอมเหลือแต่กระดูก
ถึงเขาจะจนแต่เขาก็ไม่เคยรบกวนใคร
แม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้มาหลายครั้งเขาก็ไม่เคยท้อถอย

(1.3) เชื่อมให้ใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ได้แก่ เพราะ..จึง, ด้วย...จึง, เพราะฉะนั้น..จึง,
ดังนั้น.....จึง
เพราะเขาเจ็บเขาจึงจำ
ด้วยเธอเป็นเจ้านายจึงไม่อาจแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อเขา
เขาทำงานด้วยความรอบคอบ เพราะฉะนั้นงานจึงประสบความสำเร็จ
เครื่องยนต์เกิดขัดข้องดังนั้นกัปตันจึงตัดสินใจนำเครื่องบินลงกลางทุ่งนา

(1.4) เชื่อมให้มีใจความเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หรือ ,ไม่เช่นนั้น, ไม่ก็,
มิฉะนั้น,หรือมิฉะนั้น เช่น
เธอจะนอนหรือจะไปดูหนังกับฉัน
นักเรียนต้องส่งรายงานตามกำหนดไม่เช่นนั้นจะถูกครูหักคะแนน
ลูกควรอ่านหนังสือไม่ก็ทำการบ้าน
เธอควรตั้งใจเรียนมากกว่านี้มิฉะนั้นครูจะแจ้งผู้ปกครอง
เธอควรอ่านหนังสือหรือมิฉะนั้นก็ทำการบ้าน

(2) สันธานชื่อมประโยคความซ้อน
(2.1) เพื่อเชื่อมประโยคความซ้อนชนิดนามานุประโยค เพื่อบอกการกระทำหรือ เนื้อความแห่งคำพูด โดยมีคำว่า ให้ ว่า เป็นตัวเชื่อม เช่น
พ่อบอกให้ผมตั้งใจเรียน
แม่เตือนฉันว่าอย่าลืมเลี้ยงปลา

(2.2) เพื่อเชื่อมประโยคความซ้อนชนิดวิเศษณานุประโยค
-เพื่อแสดงเวลา เช่น
เรารู้จักกันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นอนุบาล
เขามาเมื่อทุกคนกลับไปหมดแล้ว
-เพื่อแสดงเหตุผล
ห้องสกปรกเพราะทุกคนทิ้งขยะไม่เป็นที่
ทีมฟุตบอลของเราแพ้เพราะไม่เชื่อฟังโค้ช
-เพื่อบอกผล
เขาทำงานหนักจนล้มป่วย เขาเล่นการพนันจนหมดตัว
-เพื่อแสดงความเปรียบเทียบ
กวนอูพูดดังราวกับฟ้าร้อง แม่หวงลูกเหมือนจงอางหวงไข่

(3) สันธานเชื่อมเนื้อความให้ต่อกัน
(3.1) เพื่อเชื่อมเนื้อความให้ต่อเนื่องประสานกัน เช่น อนึ่ง ฝ่าย ส่วน เช่น
ต้องการผู้จัดการฝ่ายบุคคล เพศหญิง อายุ 25 -30 ปี การศึกษาปริญญาตรี
นำหลักฐานการศึกษา สมัครได้ที่ บริษัท นัมเบอร์วัน จำกัด บางนา กรุงเทพฯ
อนึ่ง ถ้าท่านสนใจ ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 223-4321

(3.2) เพื่อเชื่อมความให้สละสลวย เช่น อัน อันว่า ทำไมกับ อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถึงกระนั้น..ก็
อัน ความดีย่อมปกปักรักษาคนดี ข้าพเจ้าหาได้กังวลใจต่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่
ถึงอย่างไร ข้าพเจ้าก็จะไม่ละทิ้งพวกท่านเพื่อเอาตัวรอดเป็นแน่
อันว่า ชายชาติทหารแม้ตัวตาย ก็ขอเพียงให้ชื่อปรากฏอยู่ ให้คนเขาเลื่องลือ
ทำไมกับ ชีวิตเพียงหนึ่งข้าพเจ้าจะสละไม่ได้ เพื่อรักษาชีวิตนับพันนับหมื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์จักรพรรดิน้อยยังไม่ปลอดภัย ข้าพเจ้าขอเอาชีวิต
เป็นเดิมพัน ทุกลมหายใจเข้าออก ข้าพเจ้าย่อมจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ
ถึงกระนั้น เหตุการณ์ครั้งนี้คับขันนัก ข้าพเจ้าไม่บังคับพวกท่าน ใครจักร่วมรบกับ
ข้าพเจ้าก็จงก้าวออกมาเถิด
14. หน้าที่ของคำสันธาน
(1) เชื่อมคำกับคำ เช่น
ฉันและเธอชอบเล่นดนตรีไทย
หมาหรือแมวที่เธอชอบเลี้ยง
(2) เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น
กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้
เพราะฝนตกหนักดังนั้นน้ำจึงท่วม



(3) เชื่อมข้อความกับข้อความ
ขึ้นชื่อว่าทรัพย์ย่อมเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ผู้คนพากันแสวงหาสะสม เพราะเชื่อว่าทรัพย์ย่อมบันดาลทุกสิ่ง แม้ความฝันก็ทำให้เป็นจริงได้ บ้างใช้ทรัพย์ซื้ออิสตรี บ้างใช้ทรัพย์ง้างลูกกรงเหล็ก บ้างใช้ทรัพย์ปิดปากผู้อื่น แต่กระนั้น ใครบ้างใช้ทรัพย์ซื้อความรักและความจริงใจได้บ้าง ยิ่งกว่านั้น ในชั่วชีวิตของท่าน เคยเห็นใครใช้ทรัพย์ซื้อความแก่และความตายได้บ้าง ที่แท้ทรัพย์คือบ่วง เมื่อหลงเข้าไปแตะต้องมัน มันก็รัดเอา ยิ่งดิ้นมันยิ่งรัดแน่น ดังนี้ ท่านจักแสวงหาและสะสมทรัพย์ไปไย

14. คำอุทานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
(1) คำอุทานบอกอาการ เป็นคำอุทานเพื่อบอกอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด เช่น
อารมณ์โกรธ ชิๆ ชิชะ อุเหม่ ดูดู๋ เหม่ๆ
อารมณ์สงสาร โถ อนิจจัง อนิจจา พุทโธ่พุทธังเอ๋ย โธ่เอ๋ย
อารมณ์ตกใจ โอ๊ะ ว๊าย คุณพระช่วย
อารมณ์ดีใจ ไชโย เฮ้
ความรู้สึกเจ็บ อุ๊ย โอ๊ย โอย
ความรู้สึกสงสัย เอ เอ๊
ความรู้สึกประหลาดใจ โอ้โฮ เอ๊ะ เอ๋ โอ๊ะ
ความรู้สึกรำคาญ แหม อุบ๊ะ
ความรู้สึกผิดหวัง โธ่เอ๊ย เฮ้อ ว้า

(2) อุทานเสริมบท
(2.1) เสริมบทที่เป็นคำสร้อย ในคำประพันธ์ประเภทโคลงและร่าย เช่น คำว่า นา แฮ เฮย แล รา ฮา เอย คำเหล่านี้ไม่มีความหมาย ใช้เติมในคำ
ประพันธ์ให้ครบฉันทลักษณ์เท่านั้น เช่น
ไทยเอยเลยจดข้อ จำคำ นี้ฤๅ
ใน บ่ดีนอกทำ เล่นได้
สามัคคีธรรมกำ ไม้กวาด นั้นแล
ร่วมมัดขจัดรกได้ เรียบร้อยรอบทาง

(2.2) เสริมบทที่เป็นคำแทรก ระหว่างคำหรือไว้ท้ายข้อความ เช่น ซิ สิ นิ นา เอย เอ่ย เอ๋ย เช่น
ป่าเอ๋ยป่าไม้ กบเอยทำไมจึงร้อง
อะไรเอ่ยสี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง
(2.3) เสริมบทเพื่อเลียนเสียงคำเดิม อาจเสริมที่หน้าหรือหลังคำก็ได้ เช่น อุทานที่มีลักษณะเลียนเสียงคำเดิม
อาหงอาหาร กินแก็น กงการ ดีเด่
ขนมขต้ม ขโมยขโจร เสื้อเส้อ กางโกงกางเกง
จมูกจปาก พยายงพยายาม สีเสอ หนังสือหนังหา
อุทานที่มีลักษณะเป็นคำซ้อนแทรกระหว่างคำ(คือคำซ้อน)
วัดวาอาราม ไร่นาสาโท ผ้าผ่อนท่อนสไบ ฤกษ์พานาที
ปืนผาหน้าไม้ ลูกเต้าเหล่าใคร เทือกเถาเหล่ากอ ภูเขาเลากา
สิงห์สาราสัตว์ โป้ปดมดเท็จ โกหกพกลม ล่มหัวจมท้าย
จุดหมายปลายทาง ข้าวใหม่ปลามัน ผักหญ้าปลายำ ลดราวาศอก


16. หน้าที่ของคำอุทาน คือ

(1) ใช้ตามลำพัง เพื่อบอกอารมณ์ความรู้สึก เช่น
ช่วยด้วย โอ้โฮเฮะ ฮ้า เฮ๊ย ว้า
(2) ใช้ร่วมกับข้อความอื่น
อนิจจา ทำไมถึงโชคร้ายเช่นนี้
รถราติดแบบนี้เป็นปกติ
โธ่ บอกว่าไม่ไปเซ้าซี้อยู่ได้
โอ๊ย ปวดแผลจังเลย

(3) ใช้ประกอบข้อความในคำประพันธ์ เช่น
ป่าเอ๋ยป่าช้า วังเอ๋ยวังเวง
ครืนครืนครึกคร่ำครื้น ครวญเครง ครางฮา
อึดอัดอึกอักเอง อกอั้น
วันว้าวุ่นวังเวง วนวก เวีย
3. เฉลยแบบฝึกหีดที่29-45 

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 29
จงวงกลมรอบตัวเลขที่มีคำตอบถูกต้อง
1. ข้อใดมีคำลักษณนาม
1. โขลงช้างโขลงสุดท้ายแห่งป่าห้วยขาแข้ง 2. ฝูงนกฝูงนี้อพยพมาจากไซบีเรีย
3. พระป่าฉันอาหารเพียงมื้อเดียว 4. เรายินดีต้อนรับคณะผู้มาเยือน
2. ข้อใดมีคำที่ใช้ลักษณนามต่างจากคำอื่น
1. เกวียน ดาบ เทียน 2. จักร รถ บ้าน 3. ไม้ไผ่ อ้อย เรือ 4. ประตู หน้าต่าง กระจก
3. ลักษณนามในข้อใดใช้ผิด
1. กับข้าว - สำรับ 2. หมากพลู - จีบ 3. สวน - ขนัด 4. คัมภีร์ใบลาน – เล่ม
4. ข้อใดมีคำวิภาคสรรพนาม
1. กันไม่สนใจว่านายจะชอบหรือไม่ 2. ตำรวจกันผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้ามาในที่เกิดเหตุ
3. เรากินเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน 4. สุนัขกัดกัน อย่าเข้าไปห้าม เดี๋ยวจะเจ็บตัว
5. ข้อใดมีคำพ้องรูปพ้องเสียง
1. เสื้อของเรา สีจะไม่ตก เพราะย้อมด้วยสีคุณภาพดี 2. ครูปราณี มีจิตใจเมตตาปรานีต่อนักเรียนทุกคน
3. เพื่อนของผมบางคน มีผมบาง 4. ขันไปนี้ เป็นฝีมือของช่างทำขันฝีมือดี

6. ข้อใดมีคำ ประมาณวิเศษณ์
1. รถไฟใต้ดินชนกันเมื่อเช้านี้ 2. นักเรียนคุยบ้าง นอนบ้างในเวลาเรียน
3. เด็กๆต่างก็ทำการบ้านอย่างขะมักเขม้น 4. ลูกเสือบ้างก็เดินบ้างก็วิ่ง
7. ข้อใดไม่มีคำอาการนาม
1. การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน 2. ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี
3. บ้านคือสถานที่มีความรักและความอบอุ่น 4. การไฟฟ้ามอบความสุขให้ทุกครัวเรือน
8. ข้อใดมี นิยมสรรพนาม
1. นั่น ของผม 2. หนังสือนี่ของใคร 3. ใครๆก็ไม่ชอบเขา 4. ใครมาหาผม
9. ข้อใดมี วิกตรรถกริยา
1. เธอสวยเหมือนแม่ 2 เสื้อของฉันคล้ายเสื้อของเธอ 3. เขาสูงเท่าพ่อ 4. เขาชอบกินปลาเป็น
10. ข้อใดมี บุพบท
1. บ้านของฉันอยู่ไกล 2. ฉันรักเธอแต่เธอไม่รักฉัน 3. เธอมาจากภาคเหนือ 4. เข้าขึ้นข้างบนเมื่อครู่
11. ข้อใดมีคำ ประพันธสรรพนาม
1. ผู้หญิงที่ป้ายรถเมล์เป็นครูของฉัน 2. แม่ไปจ่ายตลาดที่ข้างบ้าน
3. ส.ส. ที่พูดโกหก จะไม่ได้รับเลือกตั้งครั้งหน้า 4. เขาเป็นที่พึ่งพิงของผู้ตกทุกข์ได้ยาก
12. “ที่” ในข้อใดเป็นประพันธวิเศษณ์
1. ฉันดีใจที่เธอมา 2. เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้เสมอ
3. ร้านอาหารต้องจัดที่สูบบุหรี่ไว้เป็นสัดส่วน 4. ที่บ้านของฉันมีสุนัข 4 ตัว
13. ข้อใดมี สันธาน
1. เขาได้คิดเพราะคำเตือนของครู 2. ครูเตือนเขา เขาจึงได้คิด
3. เขาโชคดีที่เชื่อคำเตือนของครู 4. ครูเตือนเขาด้วยความหวังดี
14. ข้อใดมีคำ กริยาสภาวมาลา
1. เกิดน้ำท่วมที่ภาคใต้ 2. มีกระทิงหลายฝูงในป่าแห่งนี้
3. ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง 4. ปรากฏลูกไฟพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง
15. “ไหน” ในข้อใดเป็นสรรพนาม
1. ไหนเธอบอกว่าจะไป แล้วทำไมถึงไม่ไป 2. บ้านไหนบ้านเธอ
3. ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ไปด้วยกันเลย 4. ฉันอยู่ไหนก็ได้
16. ข้อใดมีสันธานเชื่อมใจความรวมแบบเหตุผล
1. ถึงเขาไม่เล่า ฉันก็รู้ 2. ฉันรู้ ถึงเข้าไม่เล่า
3. ฉันรู้ เขาถึงไม่เล่า 4. ถึงเขาเล่า ฉันก็ไม่เชื่อ
17. “และ” ในข้อใดเป็นบุพบท
1. เขาและน้องไปโรงเรียน 2. เขาทำการบ้านและอ่านหนังสือก่อนนอนทุกวัน
3. ไตรลักษณ์ ได้แก่ ทุกขัง อนิจจัง และอนัตตา 4. ฝนตกและแดดออกในเวลาเดียวกัน
18. ข้อใดใช้สันธานผิด
1. การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มีข้อเสียมาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียเลย
2. การพนันทุกรูปแบบเป็นทางแห่งความเสื่อม รัฐบาลจึงไม่ควรส่งเสริม
3. ประเทศมาเลเซียห้ามการส่งsms เพื่อชิงโชค เพราะถือว่าเป็นการพนัน
4. ไม่ว่าเด็กและผู้ใหญ่เสียค่าผ่านประตูเท่ากัน
19. ข้อใดมีคำอุทาน
1. นักเรียนเงียบๆหน่อย 2. คุณพระช่วย รถชนเด็ก เป็นอะไรหรือเปล่า
3. ดูดูเขา ก็เป็นคนดีนะ 4. เขาปลอดภัย เพราะคุณพระช่วย
20. ข้อใดมีคำอนุภาค แสดงเจตนาสั่ง
1. เธอน่ารักออก 2. ออกไปเดี๋ยวนี้นะ 3. ไปด้วยกันสิ 4. ไปกันเถอะ
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 30
จงเติมคำที่มีความหมายถูกต้อง ในช่องว่าง
1. เขาถูกชกจนเลือด......กบ................ปาก ( กบ, กลบ )
2. สำนวนไทย”เต่าใหญ่ไข่...กลบ............” หมายความว่า พยายามปิดบังความชั่วของตนเองไม่คนอื่นรู้
3. ตำรวจจับแก๊งมิจฉาชีพที่เที่ยวเรี่ย....ไร................ชาวบ้าน ( เรี่ยไร, เรี่ยราย )
4. ตำรวจ.....สืบสวน...............จนจับคนร้ายได้ และลงมือ......สอบสวน.................... เพื่อทำสำนวนคดีส่งให้ศาล..........ไต่สวน..........
( สืบสวน,ไต่สวน,สอบสวน )
5. หัวหน้า....เกลี้ยกล่อม.....................ไม่ให้เขาลาออก เพราะเขาเป็นกำลังสำคัญของหน่วยงาน ( ไกล่เกลี่ย , เกลี้ยกล่อม)
6. เขาขอ..........ผัดผ่อน.................หนี้ แต่เจ้าหนี้ไม่ยอม........ผ่อนผัน.............. ( ผ่อนผัน , ผัดผ่อน )
7. เขาอายุยังไม่ถึง 50 ผมก็ขาว........โพลน........................เสียแล้ว ( โพลง , โพลน )
8. นักมวยญี่ปุ่นนั่งเงียบที่มุมแดง ยอมรับความพ่ายแพ้โดย...ดุษณี..................( ดุษณี , ดุษฎี )
9. อย่าเป็นคนเอาแต่ได้......ถ่าย..............เดียว ( ไถ่ , ถ่าย , ฝ่าย )
10. สื่อมวลชนเผย...แพร่..........ข่าว คณะธรรมทูตไทยเดินทางไปเผย....แผ่......................พระพุทธศาสนา ณ ประเทศอังกฤษ ( เผยแผ่ , เผยแพร่ )
11. พ่อแม่ย่อมดีใจเมื่อ.....ตบแต่ง.........................ลูกสาวให้เป็นฝั่งเป็นฝา ( ตกแต่ง, ตบแต่ง )
12. คฤหาสน์หลังนี้ สร้างอยู่กลางหุบเขาอันเงียบสงบดู...รโหฐาน..................ดี ( มโหฬาร , รโหฐาน )
13. เขาคุ้นเคยกับกลิ่น...อาย..............ของความเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก ( กลิ่นอาย, กลิ่นไอ )
14. คนร้าย........จนมุม.................ถูกตำรวจจับได้ที่ริมคลอง ( จนมุม , จนตรอก )
15. เขาดื่มเหล้าจนเมา พูด.....ล่อแล่.............ไม่รู้เรื่อง ( ร่อแร่ , ล่อแล่ )
16. คุณยาย......เจียน...............ใบตองสำหรับทำข้าวต้มมัด ( เจียน , จัก )
17. คุณปู่ไป...เจียด.................ยาไทยที่ร้านเจ้าคุณเป๋อ ( ซื้อ , เจียด )
18. คุณยาย...ขริบ............ผมหลานก่อนโกน เพื่อเตรียมตัวบวช ( ขลิบ , ขริบ )
19. พวกเรานัด....สังสรรค์...................กันทุกวันสิ้นเดือน ( สังสรรค์ , สันทนาการ )
20. ครูเห็นนักเรียนหลับ อารมณ์ก็เดือด.....พลุ่งพล่าน.............ขึ้นมาทันที ( พลุ่ง , พลุ่งพล่าน )
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 31
1. วลี หรือ กลุ่มคำ คือ คำหลายคำที่นำมาเรียงกัน มีใจความไม่สมบูรณ์เพราะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งในภาคประธานหรือภาคแสดง แต่ยังสามารถใช้สื่อสารได้ ซึ่งอาจใช้โดยลำพังตัวเอง หรือใช้ประกอบประโยค
2. ประโยค คือคำหลายคำที่นำมาเรียงกัน มีใจความสมบูรณ์ ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง อีกนัยหนึ่งอาจมองว่าประโยคประกอบจากคำและกลุ่มคำนั่นเอง
3. ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง ซึ่งมีโครงส้รางของประโยคดังนี้
(1.1) ประธาน+กริยา เช่น
กบร้อง ฝนตก น้ำท่วม ฉันยิ้ม
เด็กร้องไห้ งูเลื้อย ดอกไม้สวย ลมพัด
ประธาน+ขยายประธาน+กริยา เช่น
กบตัวโตร้อง ฝนโบกขรพรรษตก ดอกกุหลาบแดงสวย
ประธาน+ขยายประธาน+กริยา+ขยายกริยา เช่น
เด็กข้างบ้านร้องไห้ดังลั่น งูตัวใหญ่ค่อยๆเลื้อยไปอย่างเชื่องช้า
ประธาน+กริยา+ขยายกริยา
น้ำท่วมอย่างฉับพลัน เขาเดินทางโดยเครื่องบิน

(1.2) ประธาน+กริยา+กรรม เช่น
กบกินแมลง ฟ้าผ่าต้นไม้ ฉันเห็นงู เด็กจับกบ
งูไล่หนู แมลงดมดอกไม้ ครูดุนักเรียน แม่ค้าขายข้าวแกง
ประธาน+ขยายประธาน+กริยา+กรรม
น้องของฉันเห็นงู กบสีเขียวในสระกินแมลง
ประธาน+ขยายประธาน+กริยา+กรรม+ขยายกริยา
แมลงปีกแข็งกระพือปีกเร็วมาก

ประธาน+กริยา+กรรม+ขยายกรรม
พ่อซื้อบ้านตากอากาศริมทะเลชะอำ
ประธาน+กริยา+กรรม+ขยายกริยา
เขารับประทานอาหารจีนด้วยตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว

(1.3) ประธาน+กริยา+ส่วนเติมเต็ม
ความสำเร็จของลูกเป็นความหวังของพ่อแม่
ข้อดีของเขาคือการทำงานด้วยความซื่อสัตย์
หน้าตาของเขาเหมือนพ่อของเขามาก
เสียงของเธอคล้ายเสียงของมาลีวัลย์
อัพภันตรแปลว่า ภายใน พาหิระแปลว่า ภายนอก
พระไตรรัตน์ได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
4. ประโยความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป โดยมีคำสันธานเป็นตัวเชื่อม ตามที่กล่าวมาแล้วในเรื่องสันธาน เช่น และ แต่ หรือ ก็ เป็นต้น
ประโยคความรวมมีอยู่ 4 ชนิด คือ
(2.1) ความรวมแบบคล้อยตาม จะมีเนื้อความที่คล้อยตามกัน เช่น
ตำรวจกองปราบและตำรวจตระเวนชายแดนล่าโจรเขมรที่ชายแดน
พนักงานดับเพลิงดับไฟสงบแล้วจึงเข้าไปตรวจพื้นที่
พอภรรยาโกรธจริงเขาก็เงียบทุกครั้ง
ครั้นภรรยาตวาดเขาก็หลบหน้า
ผู้ชายก็ตามผู้หญิงก็ตามต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน
หากเธอยังคงเพียรพยายามอยู่สักวันหนึ่งเธอก็คงสมหวัง
ถ้าได้ผลประโยชน์น้อยเขาก็คงไม่มาร่วมลงทุน
ขนมหวานอร่อย ( เป็นความรวมที่ไม่มีคำเชื่อม )
แม่นั่งป้อนข้าวน้อง ( เป็นความรวมที่ไม่มีคำเชื่อม )
(2.2) ความรวมแบบขัดแย้ง จะมีเนื้อความขัดแย้งกัน เช่น
กว่าเขาจะสำนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว
ถึงเขาจะมีอิทธิพลมากผมก็ไม่กลัว
แม้รัฐบาลจะให้เงินสนับสนุนธนาคารนี้ก็ช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้
เธอพยายามปิดบังความผิดของเธอ แต่ทุกคนก็รู้เรื่องของเธอหมดแล้ว
ทั้งๆที่บริษัทลงทุนโฆษณาไปมาก แต่สินค้ากลับไม่ติดตลาด
เธอเป็นคนปากหวาน แต่ว่าก้นเปรี้ยว

(2.3) ความรวมแบบเหตุผล จะมีเนื้อความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน โดยจะมีประโยคเหตุอยู่หน้า ประโยคผลอยู่หลัง เช่น
เขารักษาวาจาสัตย์ดังนั้นประชาชนจึงไว้วางใจเขา
เขาทุจริตในการสอบเขาจึงถูกปรับตกทุกวิชา
เพราะเขาโดนใบเหลือง 2 ใบ จึงถูกไล่ออกจากสนาม
เด็กกินอาหารที่มีสารพิษจึงเกิดอาการท้องร่วง
ในสหรัฐอเมริกาการเล่นบาสเกตบอลเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีอย่างหนึ่ง-
เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กจำนวนมากใฝ่ฝันจะเป็นนักบาสเกตบอล

(2.4) ความรวมแบบเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีเนื้อความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
ไม่เธอก็ฉันจะต้องออกไปพูดหน้าห้อง
เธอต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนไม่เช่นนั้นครูก็ไม่อนุญาตให้กลับบ้าน
คุณต้องการชาหรือกาแฟครับ
อย่าแตะต้องอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะมือเปียกมิฉะนั้นอาจเกิดอุบัติภัยถึงชีวิต

*ข้อสังเกต เขาคงคิดถึงลูกหรือเมีย เธอคงดื่มชาหรือกาแฟ
เธอคงวาดภาพสีน้ำหรือภาพสีน้ำมัน เธอเห็นเด็กหรือผู้ใหญ่ไหม
ประโยคเหล่านี้เป็นประโยคความเดียว หรือเป็นบุพบทเชื่อมคำ

5. ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีใจความหลักประโยคหนึ่ง แล้วมีประโยคย่อยอีกประโยคหนึ่งซ้อนอยู่ ซึ่งประโยคย่อยนั้นอาจทำหน้าที่เป็นนาม ขยายนามหรือสรรพนาม และขยายกริยาหรือวิเศษณ์ก็ได้ ประโยคความซ้อนมีอยู่ 3 ชนิดคือ
(3.1) นามานุประโยค คือประโยคย่อยที่ทำหน้าที่แทนนาม ซึ่งนามนั้นอาจทำหน้าที่เป็นประธาน กรรมหรือส่วนเติมเต็มในประโยคก็ได้ เช่น
ผมปลูกบอนไซเป็นงานอดิเรก ( ประโยคย่อยทำหน้าที่ประธาน )
เขาเดินไปโรงเรียนเป็นกิจวัตรประจำวัน ( ประโยคย่อยทำหน้าที่ประธาน )
ผมชอบมองนกนางนวลบินโฉบไปมา ( ประโยคย่อยทำหน้าที่กรรม )
กรรมหนักข้อหนึ่งคือทำให้สงฆ์แตกกัน (ประโยคย่อยทำหน้าที่ส่วนเติมเต็ม)
แม่ให้ฉันกวาดบ้าน ( ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นกรรม)
ท่านพุทธทาสภิกขุสอนว่าสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (ประโยคย่อยทำหน้าที่กรรม)

(3.2) คุณานุประโยค คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนามโดยมี ประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ผู้ เป็นตัวเชื่อม เช่น
การสร้างทางรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่รัฐบาลกำลังสนใจ
เขาต้องการข้อมูลซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงเพื่อประเมินสถานการณ์
รัศมีดารา หญิงสาวผู้ซึ่งเกิดมาบนกองเงินกองทองอยากเป็นครู
เราพึงกำจัดความประมาทอันจะก่อให้เกิดความผิดพลาดถึงตาย
ผมได้รับรางวัลซึ่งไม่แพงแต่มีค่าทางจิตใจมหาศาล

(3.3) วิเศษณานุประโยค คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายกริยา หรือวิเศษณ์โดยมี คำประพันธวิเศษณ์ เช่น ที่ ซึ่ง อัน เมื่อ เพื่อ เพราะ ตาม จน ตั้งแต่ เป็นตัวเชื่อม เช่น
สุนัขพันธุ์เชาเชาที่ได้รางวัลที่ 1 เป็นของผมเอง
ผู้หญิงสวยคนนั้นซึ่งผมไม่ไรู้จักทำให้ผมปั่นป่วนใจ

เธออดอาหารเพื่อลดความอ้วน
เธอเป็นลมเมื่อมาถึงเส้นชัย
คุณดำเนินการไปได้เลยตามที่คุณเห็นสมควร
เธออดอาหารมากเกินไปจนผอมเหลือแต่กระดูก
เขาท่องหนังสือตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนพระอาทิตย์ตก
รถติดในกรุงเทพเพราะมีรถมากกว่าถนน

* ข้อสังเกต ความซ้อนวิเศษณานุประโยคที่เป็นเหตุผล มีประโยคผลอยู่หน้า เหตุอยู่หลัง
* หมายเหตุ นักภาษาศาสตร์บางท่าน ได้จัดประโยคชนิดนี้เป็นประโยค ความรวม
คำประพันธวิเศษณ์ที่ปรากฏถือเป็นสันธานเชื่อมประโยค ดังนั้นจึงเรียกว่า
ประโยคความรวม ดังตัวอย่างที่อยู่ในกรอบ


แบบฝึกหัดที่ 32
ข้อความต่อไปนี้ เป็นวลี หรือประโยคชนิดใด
1. ผู้คนกรูกันเข้าห้อมล้อมและให้กำลังใจเขาทันทีที่มาถึง ..........รวม+ซ้อน คุณา................................
2. ประชาชนนิยม ไปเดิน ออกกำลังกาย ที่สวนจตุจักรทุกวันอาทิตย์ ...........รวม..............................................
3. เจ้าของสวนยางอ่านจดหมายเรียกค่าคุ้มครองให้เจ้าหน้าที่ฟัง ...........ซ้อน นามานุประโยค........................
4. เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เชิญชวนให้ผู้เข้าชมบริจาคเงินเป็นค่าอาหารสัตว์..........ซ้อน นามานุประโยค.......................
5. เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไป หรือความคิดในสังคมเปลี่ยนไป
ย่อมมีผลทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ..............รวม.................................................
6. เสียงในภาษามีจำนวนจำกัด แต่มนุษย์สามารถสร้างประโยค
ได้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่จำกัดจำนวน ..............รวม....................................................
7. คนต่างชาติกันใช้คำคล้ายคลึงกันเพราะเสียงสัมพันธ์กับความหมาย....ซ้อน วิเศษณานุประโยค, โครงสร้าง-รวม
8. ต้นข้าวใหม่เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของต้นชมนาด ..............เดียว.............................................
9. ปัจจุบันการเรียนแต่ในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแทบจะหาไม่ได้ในสังคมไทย .................เดียว.......
10. ความรู้เรื่องภาษาในด้านต่างๆเป็นกุญแจไขความรู้เรื่องวัฒนธรรมในภาษาใดภาษาหนึ่ง ..ซ้อน นามานุประโยค
11. การหนีปัญหาครอบครัวด้วยการเสพยาเสพติดกำลังบ่อนทำลายเยาวชนไทยอยู่ในขณะนี้.....เดียว
12. กฎหมายตราสามดวงเป็นเอกสารที่มีคุณค่ายิ่งในไทยคดีศึกษา .........................ซ้อน คุณานุประโยค..........
13. กฎหมายดังกล่าวสะท้อนแบบแผนประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนไทยลาวแต่โบราณ ..เดียว........
14. รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชำระกฎหมายดังกล่าว
ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีมาแต่ครั้งโบราณ ซ้อน นามา,คุณา...................
15. นักวิชาการที่ใช้กฎหมายโบราณเพื่อศึกษาเกี่ยวกับสังคมไทยยังมีไม่มากนัก ..........ซ้อน.....คุณา , วิเศษณา........
16. เรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติในลิลิตพระลอนั้นปัจจุบันก็ยังเชื่อกันอยู่ ..............เดียว..................................
17. แบบเรียนภาษาไทยชุดมูลบทบรรพกิจนักเรียนสมัยก่อนต้องเรียนกันเป็นปีๆ .............................เดียว...............
18. ชื่อทิศที่เป็นชื่อบาลีสันสกฤตอย่างเช่นทิศบูรพา ทิศทักษิณ ไทยได้ยืมมาใช้นานแล้ว .............ซ้อน คุณา..............
19. กฎหมายสมัยอยุธยาส่วนใหญ่มีที่มาจากการบันทึกคำฟ้องในคดีความต่างๆไว้เป็นหลักฐาน ...........เดียว.............
20. ผ้าปูโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายสวยผืนที่ซื้อมาจากกกเวียนนา .........กลุ่มคำ............................................

เฉลยแบบฝึกหัดที่ 33
จงวงกลมรอบหมายเลขที่มีคำตอบถูกต้อง
1. ข้อใดเป็นประโยค กรรม
1. ขนมทองเอกคุณยายทำอย่างสุดฝีมือเพื่อส่งเข้าประกวดในงานอนุรักษณ์ขนมไทย
2. คณะกรรมการงานอนุรักษ์ขนมไทย ตัดสินให้คุณยายได้รับรางวัลชนะเลิศ
3. ขนมทองเอกของคุณยายมีสีสัน รูปทรงสวยงาม และมีรสชาติอร่อยมาก
4. คุณยายเคยเป็นชาววังมาก่อน จึงมีฝีมือทำขนมไทย
2. ข้อใดเป็นประโยคความเดียว
1. แหนมเนือง เปาะเปี๊ยะสดและขนมเบื้องญวน เป็นสูตรสำเร็จในการสั่งอาหารเวียดนาม
2. ฝีมือของอาจารย์สมศรีในการสลักผักผลไม้เป็นรูปดอกไม้ต่างๆ
3. พอฝนจะตก เราก็รีบกลับบ้านทันที
4. คนไทยรักสงบ แต่ยามรบก็ไม่ขลาด
3. ข้อใดเป็นประโยคความรวม
1. ทางการประกาศว่าแถวสีลมอากาศเป็นพิษ
2. ประชาชนไม่ใช้สะพานลอย ตำรวจจึงต้องตักเตือน
3. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่โลกยกย่อง
4. ผลงานของศูนย์การพัฒนาพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำลำปลายมาศอันเนื่องมา
จากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
4. “ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วชิราวุธราชวิทยาลัย”
ข้อใดกล่าวถึงข้อความนี้ถูกต้อง
1. เป็นวลี 2. เป็นประโยคความเดียว 3. เป็นประโยคความซ้อน 4. เป็นประโยคความรวม
5. “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำมาใช้เป็นเงินเดือนของครูประจำ ศูนย์การเรียนชุมชน ของกรม การศึกษานอกโรงเรียน”
ข้อใดกล่าวถึงข้อความนี้ ไม่ถูกต้อง
1. เป็นประโยคความซ้อนแบบวิเศษณานุประโยค 2. มีกริยานุเคราะห์
3. มีคำเชื่อม 1 คำ 4. มีประโยคหลักและประโยคย่อย
6. “ เราจะรักษามุมสงบของป่าอุ้มผางไว้ได้ด้วยการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
ข้อความนี้เป็นวลีหรือประโยค ชนิดใด
1. กลุ่มคำ 2. ประโยคความเดียว 3. ประโยคความรวม 4. ประโยคความซ้อน
7. “ภาวะหนี้เสียเกิดจากความไม่สุจริตของลูกหนี้ การปรับค่าเงินบาท และการที่รัฐบาลปิดสถาบันการเงิน”
ข้อความนี้เป็นประโยคชนิดใด
1. ความเดียว 2. ความรวมแบบคล้อยตาม 3. ความซ้อน 4. ความรวมแบบเหตุผล8.
8. “ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองได้ ประชาชนทุกสาขาอาชีพต้อง เป็นคนที่มีทั้งความสามารถและคุณธรรม”
ข้อใดกล่าวถึงข้อความนี้ ไม่ถูกต้อง
1. มีส่วนผลอยู่หน้า ส่วนเหตุอยู่หลัง 2. มีกริยานุเคราะห์
3. มีส่วนเติมเต็ม 4. “และ” เป็นสันธาน
9. ข้อใดเป็นประโยค กริยา
1. เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในรัฐบาล 2. เป็นสำนวนว่ารู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่รู้จริง
3. กินมากทำให้อ้วน 4. เสื้อชุดนี้ ฉันซื้อมาจากลอนดอน
10. ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน แบบคุณานุประโยค
1. การศึกษาสมัยปฏิรูป ครูต้องพยายามให้นักเรียนออกความคิดเห็นเรื่องต่างๆเอง โดยครูจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้
จัดการห้องเรียน
2. การประสานงานระหว่างอาจารย์ในประเทศกับนักวิชาการที่เพิ่งจบจากต่างประเทศ
3. การฟังบรรยายวิชาภาษาไทยของอาจารย์จงชัยที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
4. ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ไร้คุณธรรมเสนอแนวคิดให้รัฐบาลขายยาบ้าเสียเอง


เฉลยแบบฝึกหัดที่ 34
1. ข 2. ค 3. ก 4. ข 5. ง 6. ค 7. ง 8. ง 9. ข 10. ค
11. ข 12. ค 13. ง 14. ก 15. ค 16. ง 17. ข 18. ค 19. ค 20. ก
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 35
1. ข 2. ข 3. ค 4. ง 5. ก 6. ค 7. ค 8. ข 9. ก 10. ข
11. ง 12. ข 13. ง 14. ค 15. ก 16. ข 17. ค 18. ข 19. ก 20. ค
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 36
1. ข 2. ง 3. ข 4. ง 5. ง 6. ค 7. ค 8. ก 9. ก 10. ข
11. ค 12. ข 13. ก 14. ง 15. ข 16. ก 17. ก 18. ง 19. ข 20. ง
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 37
1. ค 2. ง 3. ก 4. ง 5. ก 6. ง 7. ง 8. ก 9. ค 10. ข
11. ค 12. ข 13. ง 14. ก 15. ค 16. ง 17. ก 18. ค 19. ก 20. ข
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 38
1. ง 2. ค 3. ก 4. ง 5. ข 6. ค 7. ง 8. ก 9. ง 10. ก
11. ง 12. ก 13. ก 14. ก 15. ค 16. ข 17. ง 18. ก 19. ก 20. ง
21. ค 22. ข 23. ข 24. ก 25. ก 26. ข 27. ง 28.ข 29. ง 30. ก
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 39
1. ค 2. ก 3. ง 4. ง 5. ง 6. ก 7. ข 8. ข 9. ง 10. ง
11. ค 12. ก 13. ง 14. ค 15. ข 16. ค 17. ง 18. ค 19. ง 20. ง
21. ก 22. ค 23. ข 24. ข 25. ข 26. ก 27. ค 28.ข 29. ค 30. ง
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 40
1. ค 2. ข 3.ง 4. ก 5. ข 6. ค 7. ข 8. ง 9. ค 10. ง
11. ค 12. ค 13. ข 14. ก 15. ก 16. ง 17. ค 18. ข 19. ค 20. ก
21. ข 22. ข 23. ก 24. ง 25. ค 26. ค 27. ก 28.ก 29. ก 30. ง
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 41
1. ค 2. ง 3. ก 4. ข 5. ก 6. ข 7. ก 8. ค 9. ก 10. ง
11. ข 12. ก 13. ข 14. ค 15. ก 16. ก 17. ข 18. ข 19. ข 20. ง
21. ก 22. ค 23. ง 24. ข 25. ค 26. ง 27. ค 28.ค 29. ก 30. ข
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 42
1. ข 2. ก 3. ง 4. ข 5. ง 6. ข 7. ค 8. ง 9. ข 10. ค
11. ค 12. ง 13. ข 14. ค 15. ข 16. ก 17. ค 18. ง 19. ก 20. ง
21. ค 22. ง 23. ก 24. ค 25. ค 26. ก 27. ข 28.ก 29. ง 30. ก
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 43
1. ค 2. ข 3. ง 4. ง 5. ค 6. ก 7. ค 8. ค 9. ค 10. ก
11. ข 12. ง 13. ค 14. ค 15. ก 16. ก 17. ข 18. ข 19. ข 20. ง
21. ข 22. ง 23. ข 24. ข 25. ก 26. ง 27. ค 28.ก 29. ข 30. ค
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 44
1. ข 2. ข 3. ก 4. ง 5. ค 6. ข 7. ง 8. ค 9. ง 10. ก
11. ค 12. ง 13. ค 14. ก 15. ข 16. ข 17. ก 18. ค 19. ง 20. ค
21. ค 22. ข 23. ง 24. ก 25. ก 26. ก 27. ค 28.ข 29. ค 30. ค
เฉลยแบบฝึกหัดที่ 45
1. ก 2. ค 3. ก 4. ง 5. ง 6. ข 7. ค 8. ก 9. ค 10. ข
11. ง 12. ก 13. ค 14. ก 15. ข 16. ข 17. ง 18. ก 19. ค 20. ข
21. ง 22. ง 23. ก 24. ค 25. ค 26. ก 27. ข 28.ง 29. ข 30. ง




Page Hits: 403335
[Since 16/05/08]